Author: Thanita Srirattanachoti

  • EP6: Airtable vs ERP: ใช้อันไหนดี เลือกที่ตอบโจทย์ธุรกิจเรา

    EP6: Airtable vs ERP: ใช้อันไหนดี เลือกที่ตอบโจทย์ธุรกิจเรา

    อ่านประมาณ 5 นาที

    เรื่องมีอยู่ว่า…อาทิตย์ก่อนมีลูกค้าถามว่า “เค้าควรเลือก Airtable หรือ ERP ดี?” ตอนแรกเราคิดว่าจะตอบแบบสรุปง่ายๆไป แต่พอได้คุยไปคุยมาเกือบชั่วโมง ถึงรู้ว่าคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องของ “อันไหนดีกว่า” แต่เป็น “อันไหนแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด” มากกว่า

    1. ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร
    2. ความจริงเรื่องเวลาที่ฝั่งธุรกิจต้องคิด
    3. Airtable ตอบโจทย์ธุรกิจยังไง
    4. แล้วตอนไหนถึงจะเลือกใช้ ERP ?
    5. แล้วถ้าใช้ Airtable หล่ะ?
    6. แต่Airtable ก็มีข้อจำกัดนะ
    7. แล้วสรุปเอาไงดี
    8. สรุปในสรุปคือ…
    9. เกือบลืม เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ที่มีถามกัน…
    10. ใครใช้Airtableบ้าง?

    ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร

    หลายครั้งเวลามีใครมาถามเรื่องระบบ คำถามแรกที่เราจะถามก่อนเลยคือ “ปัญหาที่อยากให้แก้ด่วนๆตอนนี้คืออะไร?” ไม่ได้ถามว่า “บริษัทมีกี่คน” หรือ “มีงบเท่าไหร่”

    เคยเจอบริษัทขนาดกลางที่นึงมีพนักงาน 80 คน เขาบอกว่าอยากได้ ERP เพราะรู้สึกว่าบริษัทที่สเกลเดียวกันเค้ามีกัน แต่พอถามลึกๆ กลับพบว่าจริงๆแล้วปัญหาของเค้าคือ ทีมการตลาดกับทีมขายคุยกันไม่รู้เรื่อง ข้อมูลลูกค้าไม่ sync กัน แล้วบางโครงการก็หาย เพราะไปค้างในแชท

    ซึ่งจริงๆ พอรู้แบบนี้ ERP ก็เป็นทางออกที่ดีแหละ…

    แต่ธุรกิจจะเสียเวลาเป็นปีและเสียเงินมหาศาลเพื่อแก้ปัญหานี้ จริงหรอ เคสคล้ายๆ แบบนี้ ใช้ Airtable แก้ก็ได้ ถ้ายังไม่อยากมีทีมเดฟ เพราะAirtableใช้เวลาพัฒนาแค่ 1-2 สัปดาห์ ก็เสร็จแล้ว บวกสอนใช้อีก 1 วัน หรือถ้าใครมีทีมเดฟหรือน้องที่เก่งสาย automation หน่อยก็มีวิธีแก้ปัญหานี้ได้อีกหลายวิธีเลย

    ความจริงเรื่องเวลาที่ฝั่งธุรกิจต้องคิด

    หลักๆ ในบริษัทจะมีฝั่งธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่มีค่ากับเค้าคือ “เวลา” กับ “เงิน” ฝั่งนี้เลยมองหาโซลูชั่นที่อิมแพคได้เลย กดค่าเสียโอกาสลงให้น้อยที่สุด

    Airtable ถ้าเริ่มทีละจุด แต่ละจุดหลายเคสสามารถพัฒนาได้ในวันเดียว ถ้าทีมเก่งหน่อยอาจจะแค่ครึ่งวันก็ได้ใช้แล้ว เคยช่วยสตาร์ทอัพหนึ่งตั้งระบบ CRM ด้วย Airtable ตอนเช้าคุยกัน บ่ายก็ใช้งานได้แล้ว พนักงานขายเริ่มใส่ข้อมูลลูกค้าได้เลย ไม่ต้องรอ ดราฟโฟลว์งาน ไม่ต้องคุยกับทีมไอที 

    แต่ถ้าไปทาง ERP ก็จะต้องมีการวางแผนระยะยาว ส่วนใหญ่เฉลี่ยประมาณ 21 เดือน บางที่ใช้เวลา 3 ปี บางที่เริ่ม implement ERP ตั้งแต่ตอนยังเป็น startup เลย ทั้งที่กระบวนการยังปรับรายวัน แต่พอระบบเสร็จ ขั้นตอนการทำงานก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว จะปรับกระบวนการภายในก็ยาก เพราะติดที่ระบบที่พัฒนาไปแล้ว เสียเงินไปแล้ว

    ถ้าการจะเริ่มพัฒนาระบบเพื่อตอบโจทย์อะไรบางอย่าง แล้วใช้ Airtable ได้ บวกกับไม่กระทบแผนการทำระบบในระยะยาวอีก เราจะแนะนำทางที่ตรงไปแก้ business case ได้เลยทันทีมากกว่า เพราะหลายปีหลังมานี้ ความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก การเลือกอะไรที่ยืดหยุ่นปรับได้เลยทันที ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้เร็ว และธุรกิจก็ไม่อยากลงทุนกับอะไรที่ใช้เวลานาน พอมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยก็มีแต่ค่าใช้จ่าย จะถอนตัวออกมาก็ต้องคิดเยอะ

    เราเลยรวบรวมคำถามที่เราเจอบ่อยๆ มาตอบรวมๆ ไว้ตรงนี้นะคะ

    Airtable ตอบโจทย์ธุรกิจยังไง

    Airtable ถือว่าเป็นทางเลือกที่หลายคนคิดไม่ถึง เหมือนไข่มุกในมหาสมุทร เพราะน้อยคนจะรู้จักโปรแกรมนี้ ถ้าถามคนไอที เค้าก็อยากจะไปcoding เขียนโปรแกรมมาให้มากกว่า แต่ Airtable ใช้แก้ปัญหาให้ธุรกิจได้ทันทีในหลายเคส ไม่ต้องรอ ซึ่งถูกใจฝั่งบริหารหรือฝั่งbusinessมาก ที่ไม่อยากปวดหัวเพิ่มเกี่ยวกับดีเทลที่จะเริ่มไปทางเทคนิคอล เพราะจริงแล้วโฟกัสของเขาคือฝั่ง business

    อย่างแบบงานที่ใช้ excel ส่งไฟล์ไปมา ข้อมูลไม่ sync มีหลายไฟล์ ไม่รู้ใช้ไฟล์ไหน แต่ Airtable มาตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ทุกคนดูข้อมูลเดียวกัน อัพเดทเรียลไทม์

    หรืออีกเคสคือการติดตามความคืบหน้าโครงการ ต่างคนต่างใช้ไฟล์ออฟไลน์ แต่ถ้าใช้ Airtable มันเปลี่ยนเป็น Kanban ได้หรือจะดูแบบ gantt ก็ได้ 

    และถ้าต้องแชร์ข้อมูลบางส่วนกับลูกค้าหรือ supplier ปกติจะต้องดึงข้อมูลจาก ERP มาก่อนแล้วทำพรีเซ็นหรือไฟล์ใหม่แชร์ แต่ Airtable สร้างลิงค์แชร์เองได้เลย กำหนดสิทธิ์ได้ตามต้องการ

    ที่สำคัญคือ Airtable ยืดหยุ่น ต้องการปรับกลยุทธธุรกิจ เปลี่ยน workflow ปรับกระบวนการ ลดขั้นตอน เปลี่ยนได้ไวกว่า ความคล่องตัวสูง ลดขั้นตอนไขมันอุ้ยอ้ายตอนปรับระบบออกไปได้เยอะ ไม่ว่าจะประชุมหลายๆรอบกับทีมระบบเอย เขียนโค้ดใหม่เอย ฯ

    แล้วตอนไหนถึงจะเลือกใช้ ERP ?

    ต้องยอมรับว่า Airtable ไม่ใช่ยารักษาทุกโรคค่ะ

    ถ้าธุรกิจมีกระบวนการเรื่องการเงินการบัญชีที่ซับซ้อน ต้องการรายงานทางการเงินและบัญชีที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ต้องมีการใช้เอกสารที่ต้องยื่นกับหน่วยงานทางการต่างๆ ได้ หรือต้องปฏิบัติตามกฎหมายเข้มงวด ERP คือคำตอบ

    คือ ถ้าอยากใช้ Airtable ในการจัดการการผลิต สุดท้ายมันจะไม่ไหว เพราะมีกระบวนการที่ต้องการ real-time inventory tracking เป็นวินาทีต่อวินาที การคำนวณ capacity constraint ที่ซับซ้อน และการจัดการ supply chain หลายชั้น งานซับซ้อนหลายเลเยอร์แบบนี้ ERP ที่เก่งแนวนี้จะเหมาะกว่า เพราะ Airtable ทำได้บางส่วนที่ไม่ซับซ้อน

    หรือบริษัทการเงินที่ต้องการ audit trail ที่เข้มงวด การจัดการความเสี่ยง การรายงานตามข้อกำหนดของธนาคารกลาง เรื่องพวกนี้ Airtable ไม่ตอบโจทย์

    แล้วถ้าใช้ Airtable หล่ะ?

    มีบริษัทที่ปรึกษาที่นึงถนัดใช้ excel อย่างเดียว เอามาจัดการโครงการลูกค้า 30 โครงการ แต่ติดปัญหาข้อมูลอยู่หลายที่ ใช้เวลารวมไฟล์เยอะ แถมรายงานผิดบ่อย ลูกค้าบ่น จนเริ่มคิดว่าต้องมีระบบอะไรซักอย่างมาช่วย เลยเริ่มใช้ Airtable เอามาเชื่อมโยงข้อมูลโครงการ ทีมงาน งบประมาณ timeline ไว้ในที่เดียว สร้างรายงานออโต้ ลูกค้าดูความคืบหน้าเรียลไทม์ได้เอง

    ก็คือลดเวลาทำรายงานลงไป 80% ลูกค้าไม่ค่อยบ่นแล้วเพราะไปมอนิเตอร์รายงานได้เอง ทีมงานเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมีเวลาไปหาลูกค้าใหม่แทนที่จะนั่งทำรายงาน

    อีกที่หนึ่งเป็น e-commerce ขายของออนไลน์ ใช้ Airtable จัดการสินค้า คลังสินค้า ออร์เดอร์ ลูกค้า เชื่อมต่อกับ Shopify และ Facebook Ads เป็นระบบเดียวกัน ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็ว รู้ทันทีว่าสินค้าไหนขายดี ไหนไม่ดี

    แต่Airtable ก็มีข้อจำกัดนะ

    Airtable ไม่ได้เหมาะกับทุกเคสค่ะ เช่น ถ้าในอนาคตข้อมูลมีแนวโน้มจะเยอะเกิน 50,000 records การใช้งานโปรแกรมจะเริ่มช้า แต่ก็มีทางออกอยู่แหละ และถ้าระบบมีการคำนวณที่ซับซ้อนมาก การพัฒนาระบบต่อจะเริ่มยากละจนถึงทำไม่ได้ แล้วก็ถ้าอยากได้รายงานทางการเงินแบบหลายมิติ จะต้องเชื่อมส่งข้อมูลต่อให้อีกโปรแกรมเพื่อขึ้นแดชบอร์ด

    แต่ส่วนใหญ่ถ้าสเกลพนักงานไม่ได้เยอะมาก ไม่เกิน 100 คน ก็จะไม่ติดข้อจำกัดเหล่านี้เท่าไหร่

    แล้วสรุปเอาไงดี

    จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเลือกอันเดียวนะ หลายบริษัทใช้ทั้งคู่ ใช้ ERP จัดการการเงินบัญชีที่ต้องการมาตรฐานที่เข้มงวด ใช้ Airtable จัดการโครงการและงานแผนก

    เริ่มจาก Airtable ก่อนก็ได้ พอธุรกิจโตแล้วค่อยปรับมาใช้ ERP ทีหลัง วิธีนี้ลดความเสี่ยง ได้ผลเร็ว และไม่ต้องลงทุนใหญ่ตั้งแต่แรก — ซึ่งเจอบริษัทที่มาแนวนี้เยอะมาก คืออยากทำระบบให้ดิจิตัล และมีระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถ optimize พัฒนาปรับได้ตลอด เพื่อหาสไตล์การทำงานของบริษัทตัวเอง พอแน่ใจกระบวนการทำงานระดับนึงแล้วก็ค่อย ๆ หา ERP ที่เหมาะกับองค์กร

    ถ้าจะเริ่มพัฒนาระบบด้วย Airtable แล้วละก็..สิ่งสำคัญคือต้องวางแผนการเชื่อมต่อระหว่างระบบให้ดี อย่าให้กลายเป็น data silos ที่แยกกัน  ถ้านึกไม่ออกก็คล้าย ๆ คอนเซ็บ vlookup ใน excel ที่ต้องมีข้อมูลซัก 1 แถว ใช้เชื่อมข้อมูลหลายแหล่งไว้ด้วยกัน — เพราะนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Airtable สามารถทำเป็นระบบที่ตอบโจทย์ทั้งองค์กรได้

    สรุปในสรุปคือ…

    ถ้ามีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้วันนี้ ทีมไม่ใหญ่มาก งบประมาณจำกัด และต้องการความยืดหยุ่น เลือก Airtable 

    แต่ถ้ามีเวลา มีงบประมาณ มีทีม IT พร้อม และต้องการระบบที่ครอบคลุมทุกด้าน ERP ก็เป็นทางเลือกที่ดี

    หรือถ้ามี ERP อยู่แล้ว อยากหาระบบเพิ่ม เพราะ ERP เดิมไม่ตอบโจทย์ในบางจุด ก็ลองศึกษา Airtable ก่อนก็ได้ว่าสามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้ไหม

    อย่าลืมว่าระบบที่ดีที่สุดคือระบบที่ทีมใช้ได้จริง แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ระบบที่ดูดีที่สุดค่ะ

    เกือบลืม เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ที่มีถามกัน…

    สมมติ ถ้าบริษัทมี 50 คน ใช้ Airtable ทุกคน ค่าใช้จ่ายจะตกปีละ ประมาณ 9 แสน เทียบกับ ERP ที่ราคาสูงกว่า Airtable ประมาณ 5-10 เท่า

    หรือถ้า บริษ้ทไม่ใหญ่มาก ประมาณ  1-100 คน ระบบไม่ซับซ้อนมาก ก็อยู่ที่ประมาณปีละหมื่น หรือหลักแสนเท่านั้นเอง

    แต่ถ้าอยากลองเทสก่อน ก็มี version free ให้ลองไม่จำกัดเวลา

    ใครใช้Airtableบ้าง?


    Tesla ใช้ Airtable ติดตามสต็อกรถยนต์ทั้งหมดที่ออกจากโรงงาน เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการการผลิตที่ซับซ้อน


    Netflix ใช้ Airtable จัดการการผลิตเนื้อหาและประสานงานระหว่างทีม


    Shopify แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่หลายคนใช้ ใช้ Airtable ในการจัดการโครงการภายใน


    WeWork ใช้ Airtable ติดตามและจัดการอสังหาริมทรัพย์หลายร้อยแห่งทั่วโลก


    BuzzFeed เว็บไซต์ข่าวและบันเทิงดัง ใช้ Airtable วางแผนและจัดการเนื้อหา


    JetBlue Airways สายการบินอเมริกัน ใช้ Airtable จัดการการดำเนินงานและโครงการต่างๆ
    .

    ถ้าใครสนใจเกี่ยวกับระบบ Airtable แล้วมีแผนจะทำระบบภายในบริษัทติดต่อมาได้นะคะ

  • EP5: พุ่งชนเป้าหมาย 2025 จัดการชีวิตด้วย Personal OKRs by Notion + วางแผนการเงินด้วย MAKE by KBank

    EP5: พุ่งชนเป้าหมาย 2025 จัดการชีวิตด้วย Personal OKRs by Notion + วางแผนการเงินด้วย MAKE by KBank

    อ่านประมาณ 15 นาที

    ฮาโหลล จะปีใหม่แล้ว! 🎉 ตั้งเป้าหมายยัง? — หลายคนอยาก สุขภาพแข็งแรงขึ้น, ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เก็บเงินเพิ่ม ย้ายสายอาชีพ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

    การตั้งเป้าหมายเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากนะ วันนี้แอดมาป้ายยาเครื่องมือที่จะมาช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ แบบมี navigator บอกทางตลอดปี?

    นั้นก็คือ แอปฯ Notion แทมเพลต Personal OKRs และแอปฯ MAKE by K Bank ที่ช่วยแบ่งกระเป๋าตังเราไว้เก็บออมและคุมการใช้จ่ายได้ สะดวกมากก

    1. ความเจ็บปวดของการตั้งเป้าหมายและมีวินัยทางการเงิน
    2. Personal OKRs: เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
      1. ทำไมต้องใช้ Personal OKRs?
      2. แล้วจะบันทึกและติดตามผล OKRs ของเรายังไงหละ?
    3. Notion: สมุดบันทึกดิจิตัลอัจฉริยะ
      1. Personal OKRs by Notion
      2. ตัวอย่างเคสต่าง ๆ ที่ใช้ Personal OKRs
    4. MAKE by KBank: จัดการการเงินแบบมือโปร
      1. แล้ว MAKE by KBank มันคืออะไรกันแน่นะ
      2. ฟีเจอร์ที่ต้องลอง…
      3. ไหนแอดเล่าหน่อยซิ๊ แอดทำยังไง
      4. สรุปแอดใช้งาน ง่าย ๆ เห็นภาพไวไว จะประมาณนี้
    5. รวมพลัง Personal OKRs และ MAKE by K Bank

    ความเจ็บปวดของการตั้งเป้าหมายและมีวินัยทางการเงิน

    Photo by Aarón Blanco Tejedor on Unsplash

    ใครเป็นแบบแอดมั้ง ที่ว่า…

    เอร่ออ….ตั้งเป้าไว้ต้นปี ต่อมาก็ลืม เพราะมัวแต่ไปโฟกัส “ความโกลาหล” ที่อยู่ตรงหน้า

    อะไรที่ตั้งใจไว้ก็ลืม มาทวนเป้าอีกทีก็ อ่าวววว ชั้นสายไปแล้วววว แบบนี้ไม่ได้น้าา

    เอริ่ม…..วินัยการเงิน คือมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าแหละ แต่มันจัดการยากเหลือเกิน แอปฯจดบันทึกพวก expense ค่าใช้จ่าย โหลดมาแทบทุกแอพละ ก็ใช้ได้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้นแหละ

    สเตปจดบันทึกในแอปฯ expense มันเยอะไป

    ไหนจะเปิดแอปฯ -> กดเลือกประเภทค่าใช้จ่าย -> กว่าพิมพ์ตัวเลข -> เอ้ามือถือหล่นอีก -> พี่คับๆ คนข้างหลังต่อคิวจ่ายตังอยู่นะคับ -> กดอะไร ยุกยิกๆ -> ของก็ต้องหิ้ว -> แอปฯก็ต้องเปิด -> โกลาหลมาก

    UX มันไม่ได้อ๊าาาา จดบ้าง ลืมจดบ้าง มานั้งระลึกความหลังบ้าง ปวดหัว น่าลำใย

    ใครเป็นเหมือนกัน ยกมือขึ้น (ยกมือเลยให้คนข้างๆ งง 555+) แล้วลุย อ่านต่อ เราจะไม่ให้อะไรมาขัดขวางเราด้ายยย

    Personal OKRs: เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

    Photo by Maxim Potkin ❄ on Unsplash

    หลายคนอาจเคยได้ยิน OKRs แต่ในที่ทำงาน แต่รู้มั้ยว่าถ้าเรานำมาใช้กับชีวิตส่วนตัว ที่เราเรียกว่า “Personal OKRs” จะช่วยให้เราไปถึงเป้าได้อย่าง SURE ! มากขึ้น เราจะไม่เอาแบบ “ไม่ชัวร์ ไม่ชัวร์ (ห่อลิ้น)” ละนะ

    การทำสิ่งนี้มันดีย์มว๊าก เราจะโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญและมีแผนการที่ชัดเจนในการพุ่งชนเป้าหมายนั้น

    แต่ก่อนอื่น เรามา make friend กับ คำว่า OKR กันก่อนน

    O คือ objective คือจุดประสงค์ที่เราทำสิ่งนี้ มักจะตั้งเป้าใหญ่หน่อย แปลง่าย ๆ คือ “แกจะเอาอะไร อยากได้อารายยย” เช่น “มีเงินเก็บ 1 ล้านบาท”

    KR คือ key result คือผลลัพธ์หรือเป้าหมายย่อย ที่จะช่วยให้เราบรรลุ objective หรือเป้าหมายใหญ่ที่เราตั้งเอาไว้

    ก็คือ “หลายสิ่งอย่างที่แกจะต้องทำให้สำเร็จนะ ค่อยเก็บสะสมทีละก้าว เพื่อให้ได้ O ที่แกตั้งไว้ยังไงหล่ะเป้าหมายใหญ่ มันไม่สำเร็จในวันเดียวนะ” เช่น “เก็บเงินเดือนละ 20,000 บาท”

    ทำไมต้องใช้ Personal OKRs?

    • ชัดเจน วัดผลได้: OKRs ช่วยให้เรารู้ว่าต้องทำอะไร และวัดผลได้ว่าทำสำเร็จแค่ไหน เหลือต้องทำอีกเท่าไหร่
    • มีแรงบันดาลใจ: การเห็น Key Results ที่ค่อยๆ สำเร็จ เป็นแรงผลักดันให้เราอยากไปต่อ
    • ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้: เราสามารถปรับเปลี่ยน OKRs ได้ตลอดเวลา ตามสถานการณ์

    แล้วจะบันทึกและติดตามผล OKRs ของเรายังไงหละ?

    วิธีบันทึกทำได้หลายแบบ จริงแล้วแต่คนถนัดเลย บางคนถนัดแบบคลาสสิค เลยคือ จดใส่สมุดโน๊ต บางคนบันทึกใน Excel แต่วันนี้แอดจะแนะนำแอปฯ Notion กับแทมแพลต ‘Personal OKRs’

    Notion: สมุดบันทึกดิจิตัลอัจฉริยะ

    ป้ายยา Notion เป็นแอปพลิเคชัน ที่แอดคิดว่าตอบโจทย์หลาย ๆ คนแทบทุกสายงาน ตั้งแต่การจดบันทึกธรรมดา เป็นนักเขียน นักการตลาด จริงแทบจะทุกสายงานเลย

    แอปฯนี้ช่วยจัดระเบียบชีวิตได้ดีมาก เป็นแอปฯที่แอดใช้ได้นานแล้วก็ยังใช้อยู่ มี Template สำเร็จรูปให้ใช้ตามสายงานเยอะจริง และมี แทมเพลต “Personal OKRs” ให้ใช้ฟรี ๆ ด้วยนะ เย่ เย่!

    Personal OKRs by Notion

    เหตุผลที่เลือกแทมเพลตนี้มาให้ทุกคนลองก่อน เพราะความซับซ้อนน้อย ฟีเจอร์ไม่เยอะเกินไป ใช้ได้เลย

    หลายคนที่ไม่ถนัดแอปฯหรือโปรแกรม ถ้าไปลองเล่นเองอาจ “มึน” ได้ เอาเป็นว่าถ้าเพิ่งเริ่มใช้ Notion ก็ลองแทมแพลตอันนี้ก่อน ยังไม่ต้องทำความเข้าใจเยอะมาก

    ซึ่งแอดจะะอธิบายไปทีละสเต็ป

    (ภาพบน) ลองกดเข้าไปลองใช้ดู Notion Personal OKRs ที่สำคัญ ฟรี

    การมี OKRs ส่วนตัวช่วยให้แอดโฟกัสได้ดีขึ้นว่า เดือนนี้หรือไตรมาสนี้ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร มีเรื่องไหนที่เริ่มช้าแล้ว

    อย่างในภาพด้านบน สมมติว่าตอนนี้คือเดือนกันยายนปี 2024 แล้ว เป้า ‘Grow ARR to 100K’ ที่อยากได้ตามเป้าที่ 100,000 แต่ปัจจุบันทำได้แค่ 62,100 หรือ 62%

    เราก็จะเริ่มรู้แล้วว่า ใน 3 เดือนข้างหน้านี้เราต้องหารายได้เพิ่มอีก 38% ทำให้เรารู้ว่าต้องโฟกัสกับ objective นี้มากเป็นพิเศษ

    เริ่มลองใช้กันเล้ยย… (ภาพบน)

    1. กดปุ่ม + Add แล้วลองเริ่มใช้เล้ยยย รออะไรหล่ะ กดเสร็จก็จะมีเมนู ‘Personal OKRs’ ที่ด้านซ้าย
    2. กดปุ่มเมนู ‘Personal OKRs’ ที่เรา Add มา
    1. ทีนี้เราลองแก้ไข OKRs ให้เป็นแบบฉบับของเรา (ดูประกอบตามภาพด้านบน)
    • [1] O (objective) ระบุเป้าหมายใหญ่ลงไป แนะนำให้ระบุตัวเลขลงไปด้วย เช่น Save + Invest ปีนี้เป้าคือ 1,270,000 บาท
    • [2] KR (key result) ระบุเป้าหมายย่อย แนะนำให้ชัดเจนเป็นตัวเลข เช่น อัพเงินเดือนให้เป็นปีละ 1.2 ลบ. ออมเงิน 50,000 บาท ขายสินค้าจากธุรกิจส่วนตัวให้ได้กำไร 20,000 บาท
    • [3] กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ และผลสำเร็จปัจุบัน เช่น Target ออมเงิน 50,000 บาท Current ออมเงินแล้ว 10,000บาท สำเร็จแล้ว 20% เหลืออีก 80 % ที่ต้องทำต่อ
    • [4] ผูก O (objective) เข้ากับ KR (key result) ว่าเราทำ KR นี้ เพื่อบรรลุเป้า O อะไร
    • [5] ติดตามความคืบหน้า เปลี่ยน “สถานะ” ว่าตามแผนหรือช้ากว่าแผน

    จากนั้นก็คอย มอนิเตอร์ ความถี่แล้วแต่ความสะดวกแต่ละของคนเลย จะเดือนละครั้ง 2-3 เดือนครั้ง แต่ถ้ามากกว่านี้ไม่แนะนำ

    เท่านี้ เราก็เห็นแผนตัวเองชัดขึ้นแล้วว่าเป้าที่จะพุ่งชนในปีนี้ ทำอะไร และเมื่อไหร่ เป็นไงล๊าาา

    ตัวอย่างเคสต่าง ๆ ที่ใช้ Personal OKRs

    เคสพนักงานบริษัท ตั้งเป้าจะเลื่อนขั้น

    • Objective: เลื่อนตำแหน่งเป็น Senior Marketing Manager ภายในปี 2025
    • Key Results:
      • สอบ Certificate ด้าน Digital Marketing ให้ผ่าน
      • ทำ Project สำคัญ ให้สำเร็จ 2 Project
      • พัฒนา Presentation Skill และ Leadership Skill เก็บ 2 certificates

    เคสเจ้าของธุรกิจออนไลน์ อยากเพิ่มยอดขาย

    • Objective: เพิ่มยอดขาย 50% ภายในปี 2025
    • Key Results:
      • คนเยี่ยมชม website 500,000 คน ต่อเดือน
      • จัดโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย ทุกเดือน
      • ขยายฐานลูกค้า กลุ่มใหม่ๆ 50 คนต่อเดือน

    เคสผู้บริหาร อยากเพิ่มผลกำไรของบริษัท

    • Objective: เพิ่มผลกำไรของบริษัท 20% ภายในปี 2025
    • Key Results:
      • เพิ่มยอดขาย 15%
      • ลดต้นทุนการผลิต 5%
      • พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รายการ

    MAKE by KBank: จัดการการเงินแบบมือโปร

    มาถึงเรื่องการเงินกันบ้าง อยากตั้งใจมีวินัย ไม่รู้จะทำไง ลองใช้ MAKE by KBank แอปพลิเคชันจากธนาคารกสิกรไทย

    แอปฯนี้เราสามารถแบ่งเงินจัดการเป็นก้อน ๆ ได้ง่ายๆ ในแอปเดียว ไม่ต้องเปิดหลายบัญชีอีกต่อไปแล้ว

    เล่าเรื่องอดีต….ย้อนไปไกลหน่อยแถวปี 2013 แอดเริ่มเข้าตลาดงาน รายได้แต่ละเดือน อยากจัดการเงินเป็นก้อน ๆ ตามสัดส่วน เพราะกลัวใช้เงินเกิน

    สิ่งที่แอดทำคือ ไปเค้าเตอร์ธนาคาร เปิดบัญชีทีเดียว 5 บัญชี แบ่งเป็น “บัญชีค่าขนม” “บัญชีลงทุน” “บัญชีให้ครอบครัว” ฯ พนักงานธนาคารทำหน้า งง แรง ว่าเปิดไปทำไรเยอะแยะจ๊ะหนู

    และนี่ก็เป็นวิธีที่แอดใช้จัดการ budgeting เงินแต่ละก้อนเรื่อยมา แต่ไม่เคยจำเลขบัญชีเลย เพราะมันเยอะมากจริง

    แถมมีมึนบ้างเล็กน้อย 555+

    แล้ว MAKE by KBank ก็โผล่มา เย่ — ขอบคุณผู้พัฒนามาก ๆ น่ารักที่สุด แอปฯนี้เปิดให้ใช้เป็นทางการตั้งแต่ปี 2021 (แต่แอดเพิ่งรู้ 555+)

    แล้ว MAKE by KBank มันคืออะไรกันแน่นะ

    จริง ๆ ก็คือแอปฯบัญชีธนาคารเลย สมัครแล้วจะบัญชีธนาคารมาให้เรา เหมือนบัญชีธนาคารทั่วไป

    แต่เพิ่มเติมคือ สามารถแบ่งเงินในบัญชี (budgeting) เป็น ก้อน ๆ ย่อยอีกทีได้ ที่เรียกว่า Cloud Pocket เช่น pocket น้องหมา, pocket กินดื่ม, pocket ออม, pocket ลงทุน

    ฟีเจอร์ที่ต้องลอง

    • Cloud Pocket: แบ่งเงินเป็นก้อนๆ ตามหมวดหมู่ที่ต้องการ เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าช้อปปิ้ง เหมือนมีกระเป๋าเงินหลายๆ ใบในแอปเดียว
      • โอนจ่ายเงิน จาก Cloud Pocket นั้นได้โดยตรงเลย เราจะเห็นยอดบัตเจตคงเหลือได้ทันที ว่าเราเหลือเงินสำหรับ pocket นี้เท่าไหร่
      • Cloud Pocket สามารถ lock ไม่ให้โอนออกได้ เหมาะมากสำหรับสะสมเงินออม
      • Shared Cloud Pocket สามารถใช้ร่วมกับเพื่อน ๆ พี่น้อง ได้ หากต้องมีการสะสมเงิน หรือใช้เงินร่วมกัน เช่น สะสมเงินพาที่บ้านไปเที่ยว
      • Cloud Pocket สามารถ ตั้งเป้าหมายจำนวนเงินได้ เช่น Target สะสมเงินสำหรับลงทุน ที่ 10,000 บาท หากใน pocket มีเงินอยู่ 5,000 บาท แล้วจะมีแถบ % ขึ้นว่า เราเก็บเงินไป 50% ครึ่งทางแล้วนะ เย่
    • แผ่นออมเงิน: ช่วยให้ผู้ใช้วางแผนการออมเงิน กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาได้ มาพร้อมกับ “Savings Challenge” ที่เพิ่มความสนุกในการออม ด้วยการบันทึกสถิติ ซ่อนยอดเงิน และสะสมแสตมป์
    • Schedule Transfer: อันนี้ถูกใจมากก สามารถตั้งเวลา split แบ่งโอนเงินอัตโนมัติได้ ระบบจะโอนเงินไปยัง Cloud Pocket ต่าง ๆ ที่กำหนดโดยอัตโนมัติ เช่น ตั้งเวลาโอนเงินเดือนหรือเงินออมอัตโนมัติ ลดความยุ่งยากไปได้หลายสเตปเลย
    • Expense Summary: ช่วยให้สามารถติดตามรายรับรายจ่ายได้อย่างละเอียด แสดงรายการหมวดหมู่รายจ่าย สามารถดูรายงานสรุปค่าใช้จ่ายรายเดือน และสร้างหมวดหมู่รายจ่ายเองได้
    • Money Request: อันนี้ใครที่เป็นเจ้าหนี้ ชอบ แน่ ๆ ส่งคำขอโอนเงินไปยังเพื่อน เช่น เมื่อเพื่อนยืมเงิน สามารถส่งคำขอโอนเงินผ่าน MAKE by KBank ได้

    ไหนแอดเล่าหน่อยซิ๊ แอดทำยังไง

    อย่างแรกเลยนะ…

    [1] สมัครบัญชีธนาคาร MAKE by Kbank ก๊อน

    👉🏻 MAKE by Kbank (Apple Store)

    👉🏻 MAKE by Kbank (Google Play Store)

    ใส่โค้ด refer ให้ด้วยฮะ TS22872 (แอดเพิ่งเห็นว่า ได้ค่าแนะนำ 50 บาทต่อการสมัครใหม่ด้วย 😄)

    [2] สร้าง Cloud Pocket กดไปที่ “เพิ่ม Cloud Pocket +” รอก่อนเลยใน แอพ MAKE by Kbank สร้างได้เยอะไม่จำกัด (ตามภาพ) เช่น cloud pocket น้องโทนี่, pocket ครอบครัว ,pocket ค่าขนม

    [3] ตั้ง “โอนเงินอัตโนมัติ” ทุก ๆ เดือน

    เงินจะถูกโอน

    “จากบัญชีเงินเดือน SCB —> ไปพักที่บัญชี MAKE by Kbank ที่ Cashbox” อัตโนมัติ

    (Cashbox คือที่แรกที่เงินจะไปถูกพักไว้ในบัญชี)

    [4] ทุกวันที่ 1st ของเดือน แอดตั้ง “โอนเงินอัตโนมัติ” ระหว่าง pocket ในบัญชี MAKE by KBank

    • วิธีตั้งโอนอัตโนมัติภายในแอปฯ MAKE by KBank ให้ไปที่เมนู Banking → Schedule

    ที่นี้เงินจะถูกโอน “จาก Cashbox ใน MAKE by Kbank แบ่งไปตาม —> cloud pocket น้องโทนี่, cloud pocket ครอบครัว, ค่ากินต่อเดือน, …” ที่เราเซตไว้อัติโนมัติทุกเดือน

    หน้าตาก็จะคล้าย ๆ ภาพด้านบน…

    [5] ทุกวันที่ 2nd ของเดือน แอดก็จะเห็น เงินแบ่งไปตาม Cloud Pocket ต่าง ๆ เรียบร้อย เอาจริง ๆ มันคือการทำ Budgeting นั้นแหละ

    ถึงตรงนี้ หาก ผู้พัฒนาฯ MAKE by Kbank ได้มาอ่าน…

    แอดอยากให้มีการตั้งโอนอัตโนมัติ ที่ระบุเวลา ได้ด้วย เพราะกว่าจะเห็นเงินแบ่งเป็นสัดส่วน ก็ต้องรอระบบโอนให้เสร็จในวันที่ 1st ซึ่งไม่รู้ว่ากี่โมง

    กลายเป็นว่า มันจะมี 1 วันที่เงินพักที่ Cashbox จำนวนก้อนใหญ่ รอระบบแบ่ง ซึ่งวันนี้แอดจะไม่ค่อยกล้าใช้เงินเลย รอระบบแบ่งเงินให้เสร็จก่อน

    ซึ่งถ้าสามารถเซตเวลาได้จะ Perfect มาก แต่แค่นี้ก็ดีมาก ๆ แล้ว ปรบมืออออ

    [6] ตั้งแต่วันที่ 2nd เป็นต้นไป แอดก็จะ พยาย๊าม พยายาม ใช้เงิน ให้อยู่ในบัตเจตตามใส่ไปใน Cloud Pocket เหลือได้ แต่ห้ามใช้เกิน

    [7] ที่นี้เงินที่เหลือ ในเดือนก่อนหน้าใน Pocket ต่าง ๆ แอดจะย้ายไปเก็บไว้ใน Pocket ออม ในวันที่ 2nd หลังจาก เงินจาก Cashbox ได้ถูกแบ่งไปตาม Pocket ต่าง ๆ เรียบร้อย

    ซึ่งเงินมันก็จะผสมระหว่างเงินเหลือจากเดือนที่แล้ว กับของเดือนใหม่ มันจะมึนกับตัวเลขนิดนึง

    ถ้าสามารถตั้ง โอนล่วงหน้าในระดับเวลาได้ เราจะสามารถย้ายเงินที่เหลือจากเดือนที่แล้วออกได้ ก่อนที่เงินของเดือนใหม่จะเข้ามาผสมด้วย

    เราจะลดสเตปคำนวณ “จำนวนเงินสะสม – จำนวนเงินใหม่ = จำนวนเงินเหลือในเดือนที่แล้ว” ได้ด้วย

    เอร่อ…..แอดดดดด จะ automate ทุกอย่างไม่ได้นะ มันก็มีข้อจำกัดบ้างซี่

    คือแอดคิดว่า…

    ยิ่งเราอยู่ในความโกลาหล ถ้ามีอะไรที่ช่วยทำให้เราไม่พลาดจากวินัยได้มากขึ้น เราก็จะถึงตามเป้าได้ SURE มากขึ้น

    คือเราต้องยอมรับอ่ะ ว่าความยุ่งเหยิงของชีวิตประจำวัน มันทำให้การมีวินัยได้ยากขึ้นจริง ๆ

    อย่าว่าแอดขี้เกียจเลย แค่ตอนนี้เอาเวลาไหน ชิวก่อนนนน แกร…

    ไม่มีเวลาก็คือไม่มีเวลาป๊ะ automation ช่วยได้เยอะ

    แระเราเป็นมนุษย์ มันมีหลุด human error บ้าง และไม่อยากหลุดงาย

    บ่นเสร็จ ต่อ… 555+

    สรุปแอดใช้งาน ง่าย ๆ เห็นภาพไวไว จะประมาณนี้

    [1] วันที่ 30th หรือ 31st: เงินถูกโอนออโต้ไปพักไว้ที่ Cashbox

    [2] วันที่ 1st: เงินใน Cashbox ถูกย้ายออโต้ไปตาม Cloud Pocket ต่าง ๆ

    [3] ตั้งแต่วันที่ 2nd ใช้เงินภายในบัตเจต ตาม Cloud Pocket นั้น ๆ

    [4] วันที่ 1st เดือนถัดมา: ย้ายเงินคงเหลือจากเดือนที่แล้วไปเก็บไว้ที่อื่น หลังจากระบบเงินแบ่งไปตาม pocket ต่าง ๆ แล้ว

    [5] เริ่มข้อ 1 ใหม่

    รวมพลัง Personal OKRs และ MAKE by K Bank

    ทีนี้เรามาดูกันว่า จะใช้ Personal OKRs และ MAKE by K Bank ร่วมกันอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมายได้

    ตัวอย่าง OKRs และ MAKE by K Bank สำหรับคนทำงาน

    เคสมนุษย์เงินเดือน อยากมีเงินเก็บ

    • Objective: มีเงินเก็บ 100,000 บาท ภายในปี 2025
    • Key Results:
    • เก็บเงินเดือนละ 5,000 บาท เข้า Cloud Pocket “เงินออม” (ตั้งโอนออโต้) เป้าหมายที่ 60,000 บาท
    • ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น ค่ากาแฟ ค่าเสื้อผ้า ลง 10% เป้าหมายที่ 10,000 บาท
    • หารายได้เสริม เช่น ขายของออนไลน์ สอนพิเศษ เป้าหมายที่ 30,000 บาท

    เคสเตรียมสะสมเงินเพื่อเปิดธุรกิจส่วนตัว

    • Objective: มีเงินทุน 2 แสนบาท สำหรับเปิดธุรกิจส่วนตัว ภายในปี 2025
    • Key Results:
    • สะสมเงินจากเงินเดือนละ 10,000 บาท เข้า Cloud Pocket “ทุนขยายสาขา” (ตั้งโอนออโต้) เป้าหมายที่ 120,000 บาท
    • สะสมเงินจากปันผลจากเงินลงทุน 5% เข้า Cloud Pocket “ทุนขยายสาขา” (ตั้งโอนออโต้) เป้าหมายที่ 80,000 บาท

    สรุปเลย

    แอดหวังว่า แค่เรามีตัวช่วย 2 ตัวนี้ Personal OKRs by Notion และ MAKE by KBank ก็ เป็นสามารถช่วยให้เรา “คิดเป็นระบบ” “ทำอย่างมีวินัย” แถม “ติดตามความคืบหน้าได้” ได้ด้วย

    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การเงิน หรือเป้าหมายชีวิต ลองนำไปปรับใช้ดูนร้า

    ใครที่แวะมาอ่านจะพุ่งชนเป้าหมายปี 2025 นี้ ได้อย่างมีกลยุทธขึ้น

    ส่วนตัวแอด ชอบอะไรที่เป็น automation หรือการทำงานที่เป็นอัตโนมัติมากเลย มันช่วยลดความปวดหัว ประหยัดเวลา และเติมเต็มจุดบอดของความเป็นมนุษย์ และ human error ได้ดี

    ชี้เป้าอีกที…

    👉🏻 Notion Personal OKRs by Notion ฟรี เย่

    👉🏻 MAKE by Kbank (Apple Store)

    👉🏻 MAKE by Kbank (Google Play Store)

    ถ้าเอ็นดูว์แอด ใส่โค้ดให้ด้วยฮะ TS22872

    (แอดจะได้ค่าแนะนำ 50 บาท แอดเพิ่งเห็นว่าได้ 😄)

  • EP4 : ทำงานและสนุกไปพร้อมกันด้วย GAMIFICATION หลักคิดในการจูงใจคนด้วยกลไกเกม

    EP4 : ทำงานและสนุกไปพร้อมกันด้วย GAMIFICATION หลักคิดในการจูงใจคนด้วยกลไกเกม

    รีวิว Gamification 2 Goal-Gap-Gamify เขียนโดยคุณตรัง สุวรรณศิลป์

    ขอเริ่มด้วยประโยคที่ว่า “เราสามารถทำงานและสนุกไปพร้อมกันได้” หยิบจากบทส่งท้ายของหนังสือ

    รีวิวเล่มนี้ ให้ผู้อ่านได้เข้าใจไอเดียและหลักการที่จะนำไปปรับใช้กับการทำงานได้ด้วย

    ใครอยากข้ามเรื่องราวอันน่าเอ็นดูของแอด ข้ามไป ตอนท้าย ๆ เลยนะจย๊าา

    ขอ tie-in CTA นิดนุง ใครเห็นโพสนี้ฝาก กด นิ้วโป้งให้หน่อย ส่วนใครได้อ่านกดฝาก หัวใจ ให้หน่อย น่ารักที่สุด

    เราสามารถทำงานและสนุกไปพร้อมกันได้

    ตรัง สุวรรณศิลป์

    ส่วนตัวเห็นด้วยมากกับประโยคนี้ แอดเอ็นจอยกับการทำงานมากเมื่อมัน “สนุก” และจะเซ็งมากกับอะไรที่เป็น “unnecessary serious และ unnecessary aggressive” ที่ไม่จูงใจให้เกิดพฤติกรรมการทำงานแถมยัง บั่นทอนและฉุดรั้งเราไปอีก

    แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวจะโหดร้ายยังไง ส่วนใหญ่เราควบคุมไม่ได้ งั้นเรามาโฟกัสกับสิ่งที่เราพอควบคุมได้กันดีกว่า

    ปี 2024 แอดได้รับหน้าที่ในการสร้าง digital tool จุดประสงค์เพื่อให้ทั้งองค์กรทำงานอย่างมีกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐานและตอบโจทย์ สิ่งที่แอดต้องทำให้สำเร็จด้วยคือการทำให้ “ข้อมูล” สามารถนำมาวิเคราะห์ได้

    แล้วเราจะทำให้ข้อมูลถูกต้องยังไงหล่ะ เริ่มไงก่อนดี

    ต้นปีมันผสมปนเปมะรุมมะตุ้มกันไปหมดระหว่าง data management & digital transformation แอดเปิดตำราหลายเล่มมาแต่ก็ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

    มีแวะไปเรียน data governance กับ Coraline ของ ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ มาด้วย (เดวมารีวิวให้อ่าน) เอาหล่ะทีนี้ พอบวก data governance เข้าไปอีก 3 เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่อธิบายให้กับบริษัทฯ ที่แอดทำงานให้อยู่ยากมาก 555+ ได้แต่บอกกับตัวเองว่า อยากเท จุงเลย เทในใจไปก่อน

    นั้นแหละ ก็ผสมปนเปกันไป สุดท้ายหนีไม่ได้คือ digital transformation ก็ประกอบไปด้วย ‘People | Process | Technology’ (PPT) ลำดับการเรียงมันก็มีนัยยะ สำคัญนะ ทำไมเอา People ขึ้นก่อน นั้นก็เพราะว่า RIGHT People คือ game changer ไงหล่ะ สำคัญสุด (ตอนนี้ที่เค้าว่ากันว่า AI + tech จะมาแทนคนได้ แอดไม่เห็นด้วยนะ)

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในเรื่องราวของแอดคือ เราเริ่มต้นด้วย technology ก่อนเลยจ้า ตามมาด้วย process เริ่มจาก สำคัญน้อยสุดมา สำคัญมากสุด ที่นี้สิ่งที่เกิดขึ้นคืออออ People ผู้น่ารักของเรา งง สิจ๊ะ People งง process + People งง technology = บันเทิงงงงงง สวัสดี บาบริก๊า ฮาราจุกุ มายองเน้สสส >_<

    มี Process & Technology ที่ People ไม่เข้าใจ ก็เหมือนมี รถยนต์คันนึง ที่ไม่มีคนเข้าใจกลไก ขับไงว่ะ

    – แอดคิดเอง 55+

    แต่แอดเดาว่า เกิดขึ้นกับหลายองค์กรแหล่ะ ทำไงได้ ก็ที่ปรับเปลี่ยนยากสุด ก็คือ People หลายองค์กรเลยหันมา พุ่งที่ process และ technology แทน ซึ่งเอาจริง วิธีนี้ ส่วนตัวแอดคิดว่า เริ่มไม่ตรงจุด… แต่ช่างเถอะ มีเคสเราต้องแก้ ปัญหามีไว้ พุ่งชน

    เข้าเรื่อง ตอนนี้แอดมีความหวังกับ Gamification มากเลย ผู้ใหญ่ที่แอดเคารพสูงสุดทำให้แอดได้รู้จักกับหนังสือเล่มนี้ ซึ่งยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกว่า ใช่เลย Gamification ช่วยให้การทำงานสนุกขึ้นได้ ช่วยให้ People ผู้น่ารักของเรา มีความสุขกับการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ว่า “เราจะขับเคลื่อนด้วย technology ที่มี people & process เป็นกลไก จับพวงมาลัยคุมทิศทางอยู่”

    โจทย์ตอนนี้ของแอดคือ “เราจะคิดว่า People ไม่มี digital literacy ไม่ได้ มันแก้ยาก เราต้องคิดว่า ทำยังไงให้ People มี digital & data literacy มากขึ้น” แอดบอกเลยแอดรู้สึกว่ามัน ย๊ากกกก ก ไก่ ล้านตัว — มันคือการเปลี่ยน “ความชอบ ความคิด” ของคน ไม่ใช่แค่ 1-2 คนนะ เป็น สิบ ๆ คน แอดขอลาก่อยยย

    ทางเลือกคือ

    1. แอดไปเป็นคุณครูสายเนิร์ด ไปสอนเด็ก ๆ และเด็ก ๆ มองบน เหน่ยเบื่อ “แค่พวกเราหายใจวันๆ ก็เหนื่อยแล้วคับพรี่โน๊ต”
    2. จูงใจให้สนุก สร้าง unnecessary challenge หรือ อุปสรรคที่ไม่จำเป็น (ในสายตาเค้า) แต่เพื่อน ๆ รู้สึกสนุกที่จะมาเล่นด้วยกัน สร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน

    แอดเลือกอย่าง ที่ 2 แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้รับการอนุมัติไหมนะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ

    เข้าเรื่องยัง แอดด ?? มาม๊ะ เข้าเรื่องจริงละ หลังจาก พร้ำ ความในใจ ร้อยล้านค่ำ

    Gamification Goal-Gap-Gamify เป็นหนังสืออธิบายการจูงใจคนด้วยคนไกเกม ที่ลงดีเทลและวิธีการลึกไปอีก ต่อจากเล่มแรก (อ่านรีวิวเล่มแรกได้จากลิงค์ด้านล่าง)

    ในระหว่างที่แอดอ่านเล่มนี้ สมองก็แล่นด้วยความแรงรถไฟความเร็วสูง ไม่แนะนำให้อ่าน ก่อนนอน แอดอ่านแล้วนอนไม่หลับเลย สมองแล่น

    Gamification คืออะไร

    • Gamification คือ การจูงใจให้ทำกิจกรรมที่เคยน่าเบื่อ ให้คนรู้สึกสนุกและเต็มใจทำ
    • Gamification คือ การใช้กลไกเกมและการออกแบบเกมในบริบทที่ไม่ใช่เกม
    • Gamification คือ การสร้างแรงจูงใจ สร้างความผูกพัน ให้ผู้เล่นสนุก

    การเล่นเกม คือความสมัครใจที่จะพยายามเอาชนะอุปสรรคที่ไม่จำเป็น

    – เบอร์นาร์ด ซุตส์ อาจารย์วิชาปรัชญาชาวอเมริกัน กล่าวไว้

    ตัวอย่างเคสที่นำ Gamification ไปใช้ได้

    • การตลาด: เรียกลูกค้าด้วยการสะสมแต้ม, สแกนQRแลกส่วนลด
    • การศึกษา: จำนวนนักเรียนด้วยการเรียนออนไลน์เก็บเหรียญ เก็บcertificate — insight น่าสนใจคือ 67% มีแรงจูงใจในการเรียนมากกว่าการเรียนแบบเดิม
    • ด้านสุขภาพ: จูงใจให้ออกกำลังกายมากขึ้นด้วย app สะสมแต้ม และเข้าร่วมภารกิจต่าง ๆ เช่น global challenge ใน app smart watch
    • ด้านการทำงาน: จูงใจให้ทำเป้า KPI OKR ให้สำเร็จ ด้วยรางวัลหรือความภาคภูมิใจ เช่น กิจกรรมลดค่าใช้จ่าย การเทรนนิ่ง ส่งเสริมให้ทำงานเป็นทีม — insight น่าสนใจคือ 88% ของพนักงานรู้สึกว่าที่ทำงานสนุกมากขึ้น

    ประเภทของแรงจูงใจ มี 2 แบบ

    • แรงจูงใจภายนอก เช่น ทำงานแล้วได้เงินเดือน ได้โบนัส ได้ของรางวัล

    หนูไม่ยอมเสียเงินเติมเกม แต่หนูยอมเสียเวลาดูโฆษณาจนจบเพื่อได้ของรางวัลพิเศษนะ

    • แรงจูงใจภายใน คืออะไรที่ทำแล้วเรารู้สึก “ภูมิใจ” แม้จะต้องสละอะไรบางอย่างก็ตาม เช่น การได้ทำอะไรเองกำหนดเอง(การไม่ถูกบังคับ) การได้พัฒนาตัวเอง การได้ช่วยเหลือเพื่อน การได้รับการยอมรับ ฯ

    เรายอมลำบากทำงานที่แท่นขุดหลุมน้ำมัน เพื่อทำให้ประเทศมีก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ช่างน่าภูมิใจยิ่งนักกก

    แรงจูงใจกับการลงโทษ

    Gamification ไม่เน้นการลงโทษ “เกมไม่ใช่การลงโทษ แต่เกมคือการให้รางวัลและความสุข – เกบ ซิกเคอร์มันน์”

    ต้องระมัดระวังอย่างมากเพราะแทนที่กลไลนี้จะทำให้จูงใจ อาจทำให้ผู้เล่นเลิกเล่นไปเลยก็ได้

    Games are not about punishment, Games are about reward and pleasure – Gabe Zichermann

    แต่สามารถลงโทษเมื่อผู้เล่นทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ร้ายแรงได้ เช่น ลงโทษด้วยการใส่อุปสรรคเพิ่ม ลงโทษด้วยการนำบางสิ่งบางอย่าง “ออก” ไปจากผู้เล่น

    ที่นี้ เราจะนำ Gamification มาปรับใช้อย่างไร คุณตรังได้ เรียบเรียง ออกมาเป็น 3 สเตปที่เข้าใจง่ายมากเลย

    • STEP 1: Goal จุดประสงค์ของพฤติกรรมที่เราอยากให้เกิดขึ้นคืออะไร “การมีส่วนร่วม” “การเรียนรู้พัฒนา” “การดึงดูดผู้ใช้ใหม่” หรือ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” จากนั้น ระบุ KPI หรือ OKR ระบุผู้เล่น ทำความเข้าใจประสบการณ์ของเขา และสุดท้ายระบุ “พฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น” เช่น โทรทักทายลูกค้าเก่าวันละ 10 สาย เป็นต้น
    • STEP 2: Gap ระบุสาเหตุว่า “ทำไมเขาถึงไม่ทำพฤติกรรมนั้น” อะไรเป็นอุปสรรค อาจจะเป็น ไม่เห็นประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องของเค้า ทำแล้วไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ไม่รู้ว่าต้องทำ งานยุ่ง เครื่องมือใช้ยาก ไม่เก๊ตไม่เข้าใจ สับสน ฯ
    • STEP 3: Gamify เลือกกลไกเกมมิฟิเคชัน มาเพื่อจูงใจให้เหมาะสม

    หลักจิตวิทยาในการจูงใจ ที่พบบ่อยครั้ง ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้
    • อย่างแรก “ความรู้สึกขาดแคลน” เช่น ของรางวัลน้อยต้องรีบแล้ว เวลาอันจำกัดกลัวจะทำไม่ทัน ฯ

    • อย่างที่สอง “ความกลัวการสูญเสีย” เช่น กลัวจะหลุดจากการเป็นVIP กลัวสูญเสียสิ่งที่ทำมาทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่
    • อย่างที่สาม “ความรู้สึกค้างคา” อันนี้ แอดเป็นบ่อยมาก เห็นแล้วหงุดหงิด เช่น ทำอะไรบางอย่างไม่เสร็จต้องไปทำให้เสร็จ การเห็นปุ่มแดงๆ บนแอพแล้วอยากเข้าไปเคลียร์

    เล่มนี้ถือได้ว่า คุณตรัง เรียบเรียงมาค่อนข้างดีมาก ๆ ทีเดียว เพราะรายละเอียดปลีกย่อยแน่นมาก ในแต่ละบท จะมีสรุปทิ้งท้ายทบทวนให้เข้าใจง่ายก่อนเข้าสู่บทถัดไป

    ถือว่า อ่านแล้ว ไม่งงเลย สำหรับเรื่อง Gamification ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย

    จากที่เราทำความเข้าใจมาแล้วว่า Gamification คืออะไรปรับใช้ได้ยังไงบ้าง และจะเริ่มด้วยอะไรก่อน ตอนนี้มาถึง กลไก Gamify ที่เราจะต้องเลือกมาปรับใช้กับจุดประสงค์ของเรา

    ในเล่มคุณตรัง เขียนเอาไว้ทั้งหมด 54.5 กลไก ซึ่งแอด ขอยก 6 กลไก ที่รู้สึกว่าสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม และที่สำคัญต้อง “สนุก” ด้วย 😀

    • กลไกภารกิจ (Mission/ Quest/ Challenge) แอดว่าอันนี้เอาไปปรับใช้ได้กับ จุดเป้าหมายใหญ่ ๆ ที่ต้องการความสำเร็จจากการทำเป้าหมายเล็ก ๆ ด้วย ยกตัวอย่าง ‘Mission’ คือการกลับมามีกำไร ‘Quest’ คือ การประหยัดค่าเดินทาง การปิดการขายได้ให้อย่างน้อย x ลบ. ต่อเดือน และ ‘Challenge’ อาจจะเป็นการทำให้ “เกิน” เป้าหมายที่ตั้งไว้
    • กลไกแข่งขัน (Competition) อันนี้สามารถแข่งขันได้ทั้งแบบทีมและแบบเดี่ยว ให้ผู้เล่นได้แสดงความสามารถฝึกฝนทักษะ ยกตัวอย่าง อาจจะให้คนในทีมเดียวกัน แข่งขันกรอกข้อมูลให้ถูกต้อง ใครกรอกถูกที่สุดคนนั้นก็ชนะไป เป็นต้น ซึ่งหากผู้เล่นเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันก็อาจจะเฉยๆ ก็ได้
    • กลไกตั้งทีม (Teams/ Guilds/ Clans) กลไกนี้ทำให้ผู้เล่นได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ร่วมกันทำภารกิจ มีหัวหน้าทีม มีการแบ่งงานกันทำ สำหรับคนที่ไม่ชอบการแข่งขันแต่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ก็ช่วยให้คนประเภทนี้เต็มใจและสนุกในการทำกิจกรรมได้มากขึ้น
    • กลไกอวทาร์ (Avatar) เคยมั้ยเราไม่ได้อยากเล่นเกมหรอก เราสนุกกับการตกแต่งตัวละคร เลือกสีผิว เสื้อผ้า ทรงผมได้เป็นชั่วโมง ๆ แม้จะดูไม่มีสาระ แต่สามารถสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรู้สึกการมีอำนาจควบคุมได้ด้วย ทำให้ผู้เล่นมีความสนุกผูกพันกับระบบ gamification
    • กลไกแต้ม (Points) เป็นการให้ฟิดแบกที่จับต้องได้รูปแบบ “แต้ม” บอกกับผู้เล่นว่าพฤติกรรมที่ทำดีมากน้องเพียงใด ดีมากก็ให้แต้มมาก ดีน้อยก็ให้แต้มตามความเหมาะสม ข้อควรระวังของกลไกนี้คือ “อย่าหักแต้ม” เพราะสิ่งที่เรากำลังจูงใจให้เขาทำนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเขาอยู่แล้ว หากหักแต้มเป็นผลให้ความจูงใจลดลง และผู้เล่นก็จะเครียดกว่าเดิมด้วย
    • กลไกที่ใส่ความคาดเดาไม่ได้และความอยากรู้อยากเห็น (Surprise and Curiosity) กิจกรรมที่คาดเดาได้ทำไประยะหนึ่งจะทำให้ผู้เล่นเบื่อได้ การใส่สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ลงไปบ้าง จะช่วยเพิ่มความสนุก ความตื่นเต้นเพิ่มระดับของแรงจูงใจให้ยั่งยืนมากขึ้น เช่น กล่องสุ้มลุ่นของรางวัล ความสนุกคือได้ลุ้น เย่

    เป็นยังไงบ้าง อ่านแล้วสนุกมั้ย นี่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แอดอ่านไปก็ พอจะประติดประต่อ กลไก กับการทำงานในจุดต่าง ๆ ได้

    ยังมีอีกหลายกลไกที่คิดว่านำมาปรับใช้ได้ และหลายคนอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น เหรียญตรา, ตารางอันดับ, ความสำเร็จต่อเนื่อง (Streak), ภารกิจประจำวัน ประจำสัปดาห์, การสำรวจ, การแสดงความยินดี, การให้ของขวัญ, กระดานความประพฤติ, แถบความคืบหน้า ฯ

    เอาเป็นว่า กลไก เยอะมาก ๆ แอดเชียร์ให้ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แสดงว่ามีความสนใจจริง ๆ ให้ไปซื้อหามาอ่านดู

    ส่วนแอดเองก็คือว่า งานเข้าเลยหล่ะ เอากลไกไปคิดต่อว่าจะปรับใช้อย่างไร ขอบคุณ คุณตรัง ที่ถ่ายทอดความรู้ดีๆ ส่งต่อมา

    ชี้เป้า หนังสือ https://salt.co.th/product/gamifcation-series/

    ใครอ่านถึงตรงนี้ อยากขอคอมเม้นหน่อย มีประโยชน์มั้ย เขียน งงมั้ย บอกได้น้า

  • EP3 : Sarcasm มุขประชดประชัน ในที่ทำงาน ยิ้มขำ คลายเครียด ตอน Hero

    EP3 : Sarcasm มุขประชดประชัน ในที่ทำงาน ยิ้มขำ คลายเครียด ตอน Hero

    Not 100% HR approved !

    #SARCASM (ซาร์คาสซึม) มุขเสียดสีที่หลายคนอาจไม่เก๊ต ความหมายที่เข้าใจง่ายมากขึ้นคือ การใช้คำสื่อสารออกมาในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่อยู่ในใจของเราเพื่อ ประชดประชัน หรือเพื่อความตลกขำขัน แอดเลิฟเลย อิอิ

    ตัวอย่างที่เราน่าจะคุ้นเคยกับ ก็คือประโยคที่ว่า

    เราไปทำงานที่เรารักกันเถ๊อะ !

    แอดไปได้หนังสือเล่มนี้มา Sarcasm: Work edition ของ Kyle Watson เป็นมุขประชดประชันในที่ทำงาน ที่ถ้าได้อ่านแล้วก็จะอมยิ้มขึ้นมาทันที ว่า “ใช่เลย มันเคยเกิดขึ้นกับชั้น” เย่

    และ ๆ ๆ เจนเทิ้ลรีมายด์เดอร์ สำหรับใครที่จะเอาไปเล่นบ้าง บางมุขเป็นมุขหลังมือทรงพลัง (backhanded attack) เล่มนี้ไม่ 100% HR approved นะจ๊ะ

    จุดประสงค์ของการหยิบยก ประโยค sarcasm เหล่านี้มาก็เพื่อความสนุกสนานหยอกล้อแหย่เล่น ให้ชีวิตประจำวันที่เรา #รัก 😃 มันไม่น่าเบื่อจนเกินไป

    ขอให้นำไปเล่นด้วยบริบทที่จะสร้างบรรยากาศอมยิ้มกับตัวเอง หรือกับเพื่อน ๆ (ที่เข้าใจมุข) ไม่เอาไปทำให้ใครรู้สึกถูกคุกคาม เสียเซลฟ์หรือเจ็บจี๊ดนร้า เก๊าไม่การันตี การเข้าห้องเย็นในที่ทำงานนะฮะ ฮ่า ๆ

    นี่ก็เป็นสาเหตุที่แอด ชอบมักอมยิ้ม ในที่ทำงาน เปลี่ยนความอิหยัง + ความซีเรียส ให้เป็น ความขบขัน แม้จะเข้าใจขำคนเดียวก็เถ๊อะ แอดไม่ชอบความเครียดดดด จย๊าาา

    ม่ะ เข้าเรื่อง ! เล่มนี้เปิดมาแล้วก็ “อมยิ้ม” เลย แอดจะเลือก 10 มุข ที่รู้สึกว่า เออใช่เลย ปีนี้ และเพื่อน ๆ ก็อาจเคยเจอสถานการณ์คล้าย ๆ แบบนี้ เหมือนกัน เฮ่

    ข้อควรระวัง ในการเล่นมุข sarcastic !

    1. เก็บสีหน้าให้นิ่งที่สุ๊ด หรือทำสีหน้าผ่อนคลาย

    2. เล่นคำก้ำกึ่ง งง แบบว่า ตะกี้คือคำชมใช่ป๊ะ ชมก็ด๊ะ

    3. เลือกเล่นในบรรยากาศที่สบาย ๆ ไม่เครียด

    4. เล่นมุขอย่าง สนุกสนาน ไม่ทำร้ายคนอื่น พรีสสส !!!

    5. หลีกเลี่ยงการมองบน 😣

    6. ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศอมยิ้นเท่านั้น ไม่ควรนำไปใช้ในสถานการณ์จริงจัง นอกจากบริบทจะพาไป

    พ้อมมะ เริ่ม…. !

    คำศัพท์เทคนิคของเทอว์นี่แจ่มจริงๆ เหมือนรหัสลับสุดเจ๋งที่มีแค่แก๊งเล็กๆ ของเทอว์เท่านั้นที่รู้เรื่อง อะไรอ่ะ งงไปหมดแล้วเนี่ย แปลให้เพื่อนฟังหน่อยสิ พอๆๆ เลิกพูดภาษาเทอว์ได้แล้วจ้า

    เยี่ยมมาก ที่ได้หน้าไปคนเดียว เทอว์เก่งจังเลยที่ชอบเล่าเรื่องความสำเร็จที่ไม่ได้ทำเองซะงั้น อิอิ แค่นี้แหละ ขอยิ้มน้อยๆ แล้วกัน ไม่กลอกตาล่ะ

    เทอว์เข้าร่วมประชุมได้เจ๋งมากเลยน้า กระโดดไปกระโดดมาแบบนักกีฬายิมนาสติก แต่เอาจริงๆ นะ เราฟังแล้วงงว่าเทอว์พยายามจะบอกอะไรอ่ะ ไรวะเนี่ย ?

    โห เทอว์เน้นรายละเอียดเป๊ะมากเลย~ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าเทอว์ยังคงจับประเด็นหลักๆ ได้มั้ยเนี่ย หรือหลงทางไปแล้วอ่ะ 555+

    ว้าว ขอบคุณจ้าที่ช่วยแชร์ความรู้ในมีตติ้งตลอดเลยนะ เหมือนมีกูรูคอยโปรยความเก๋าให้พวกเราฟัง แบบว่าจะอยากฟังหรือเปล่าก็ช่างมันเถอะ ขอบคุณมากๆ เลยน้า 🙏

    กระบวนการตัดสินใจของเทอว์เหมือน “การเต้นรำ” ที่ถูกออกแบบท่าไว้อย่างดี ผสมผสานระหว่างความสับสน ความลังเล และจบด้วยฉาก finale แห่งการตัดสินใจที่น่าสงสัย อิอิ

    ขอบคุณจ้าที่ทำงานล่วงเวลาตลอดเลยนะ เหมือนเห็นซุปเปอร์ฮีโร่ในออฟฟิศที่ยอมสละเวลานอนมาแก้ไฟล์เอกสารสุดมหัศจรรย์ให้โลกนี้สวยงาม อิอิ

    เทอว์ใช้ตัวย่อตลอดเลยเนอะ เจ๋งจัง! เหมือนกำลังส่งรหัสลับที่มีแต่คนกินอาหารเช้าเป็นตัวอักษรเท่านั้นแหละที่เข้าใจ ฮ่า ๆ ๆ

    เทอว์เก่งสุดๆ เลยในการหาจุดบกพร่องในงานต่างๆ นะ เหมือนเป็นกูรูด้านการจับผิดประจำทีมเลยอ่ะ *ปรบมือรัวๆ* 👏

    เทอว์เข้าร่วมอภิปรายได้เจ๋งมากเลยอ่ะ เหมือนกำลังดู TED Talk แบบชิล ๆ แต่เอาจริง ๆ นะ ไม่รู้เทอว์พูดอะไรเลย แถมคนฟังก็ตาปรือ อ้าปากกันหมด

    เป็นยังไงบ้าง ย้ำอีกที พี่ Kyle Watson บอกว่า หนังสือเล่มนี้จุดประสงค์คือ ส่งความซุกซน หยอกล้อ เพื่อสร้างความสุขและ “อมยิ้ม” ไม่ใช่คำแนะนำที่ให้ใครที่เอาไปใช้ กวนประสาทใคร แล้วโดนไล่ออก นะฮะ

    แอดพยายามจะทำให้ มันพาสเทล ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งทำมันยิ่งกวนยังไงไม่รู้ 555+ เขียนไปเขียนมายิ่งน่าเป็นห่วงอยู่ดี ฮ่า ๆ เอาเป็นว่า อันไหน ได้แค่ขำในใจ ก็ขำในใจไปเนอะ อย่าเอาไปใช้เลย ฮ่า ๆ ๆ

    พี่ Kyle Watson ยังบอกอีกว่า อย่าเคร่งเครียดกับอะไรมากเกินไปนะจ๊ะ ให้รักษาความซุกซน Sarcastic ไว้ เฮ่

    เคารพทุกคนที่ ตั้งใจทำงานอย่างหนักนะคร้าฟฟฟฟ จุ๊บๆ แฮ่ะๆ 😃

  • EP 2 : น้องหมากู้โลก ลดโลกร้อนด้วย “โปรตีนจากแมลง”

    EP 2 : น้องหมากู้โลก ลดโลกร้อนด้วย “โปรตีนจากแมลง”

    วิกฤตโลกร้อน หรือ Climate Change คือวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเคยเผชิญ การเกษตรเป็นส่วนสำคัญของปัญหานี้ เป็นสาเหตุปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 19-29% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด… โอ้โหห

    “โปรตีนจากแมลง” คืออะไร? ดีต่อน้องหมาจริงป่าว

    • แมลงเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบ 9 ชนิด และตามข้อมูล FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) มีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าเนื้อสัตว์อื่นๆ เช่น ไก่ เนื้อวัว หมู และปลา
    • จากการศึกษาแมลง 5 ชนิด พบว่าทั้งหมดมีคะแนนกรดอะมิโนที่จำเป็นสูงกว่าเนื้อไก่และยังย่อยง่ายกว่าเนื้อไก่อีกด้วย

    แมลงยังมีประโยชน์เพิ่มเติมหลายอย่าง

    • มี Micronutrients สูง (เหล็ก สังกะสี แคลเซียม วิตามินบี) และร่างกายดูดซึมได้เร็ว
    • มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์
    • มีกรดไขมันจำเป็น โดยให้สมดุลโอเมก้า 3:6 ที่ดี
    • มีไคติน (Chitlin) ที่เป็นใยอาหารพรีไบโอติกสำหรับแบคทีเรียที่ดีในลำไส้
    ตารางสารอาหารจากแมลง ที่มา feedandadditive.com

    แล้วใครหล่ะ คือผู้บุกเบิก ใช้ “โปรตีนจากแมลง”

    • AAFCO (มาตรฐานสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารสัตว์ในสหรัฐอเมริกา) อนุมัติให้ใช้แมลงวันทหารสีดำเป็นส่วนผสมในอาหารและขนมสุนัขในอเมริกาตั้งแต่ปี 2021
    • ในปี 2023 Protix ผู้นำด้านส่วนผสมจากแมลง พบว่ามีแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงจากแมลงทั่วโลก 43 แบรนด์ โดย 35 แบรนด์อยู่ในยุโรป เช่น YORA ที่ขายในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ส่วนในอเมริกาและแคนาดามี HOPE Pet Food ที่ผลิตขนมจากแมลงวันทหารสีดำ
    • ส่วนในไทยเองเรามี JAIKLA (ใจกล้า) นำเสนอ ‘ขนมหมากู้โลก’ ออกสู่ตลาด ที่ในปี 2022 JAIKLA ช่วยลดปริมาณอาหารส่วนเกินในบ้านเราไปได้เกือบ 15 ตัน!

    อ่ะ ๆ ทีนี้ “โปรตีนจากแมลง” ช่วยกู้โลกได้ยังไง

    ตามข้อมูลจากสหประชาชาติ ประชากรโลกจะเพิ่มจาก 7.6 พันล้านคนเป็น 9.8 พันล้านคนในปี 2050 ส่งผลให้การผลิตโปรตีนจากฟาร์มต้องเพิ่มจาก 525 เป็น 790 ล้านตันต่อปี

    ทำให้ความกังวลเรื่องอาหารไม่พอรองรับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น หน่วยงานรัฐ นักวิทยาศาสตร์ และผู้ผลิตอาหาร หันมาสนใจแหล่งโปรตีนทางเลือกอย่างพืชและแมลง –LANI

    “ผู้คนตระหนักถึงผลกระทบของอาหารต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมเปิดใจลองสิ่งใหม่ที่แต่ก่อนอาจมองว่าไม่น่ารับประทาน” – Leah Bessa

    ตารางเทียบโปรตีนจากสัตว์ บนพื้นที่ 1 เอเคอร์ หรือ 2.471 ไร่
    ที่มา Pet food industry

    ระบบการเกษตรปัจจุบันยังขาดความหลากหลาย แต่แมลงสามารถเลี้ยงได้ทุกที่ ไม่ทำลายที่ดิน ใช้ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหาร และมีสารอาหารสูง ถ้า Insect-Based food ประสบความสำเร็จเหมือน Plant-Based food มันจะเป็นชัยชนะครั้งใหญ่

    – Leah Bessa

    แล้วเราจะรู้ได้ยังว่า ส่วนผสมปลอดภัยในการรับทาน อ่ะ

    แม้ AAFCO อนุมัติให้ใช้แมลงวันทหารสีดำในอาหารสุนัขตั้งแต่ปี 2021 และโปรตีนจากแมลงอาจยังไม่เป็นที่นิยมในตลาดเนื่องจากมีงานวิจัยจำกัด

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรารู้ว่าสารอาหารจากแมลงมีประโยชน์ต่อสุนัขและช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบว่าผู้ผลิตมีกระบวนการเพาะเลี้ยงที่ถูกสุขอนามัย

    JAIKLA ขนมน้องหมาสุดกรีน

    เลือกใช้แมลงทหารสีดำ (Black Soldier Fly) ซึ่งได้รับการรับรองจากมาตรฐานยุโรปและอเมริกา (FEDIAF และ AAFCD) เป็นแมลงพื้นถิ่นของไทยที่ไม่เป็นพาหะนำโรค และมีการเพาะเลี้ยงในภาคเหนือและอีสานเพื่อย่อยเศษอาหารอินทรีย์

    แมลงดังกล่าว ถูกเลี้ยงในฟาร์มระบบปิด โดยทีม JAIKLA นำผักและผลไม้ส่วนเกินจากซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น Lotus, Tops, Makro ที่ไม่ผ่าน QC ยังสดแต่บอบช้ำ รวมถึงร้านขายผลไม้ทั่วไป มาเป็นอาหารในฟาร์มเลี้ยงแมลง เพื่อนำโปรตีนไปผลิตเป็นขนมสุนัข

    โดยทีม JAIKLA เผยว่าการกิน JAIKLA 1 ถุง สามารถช่วยลดแก๊สเรือนกระจกที่เท่ากับการขับรถ 4 กิโลเมตร หรือ จากสถานี BTS หัวลำโพง ถึง BTS อิสรภาพ อื้อหือออ !!

    ทีนี้ เหล่าพ่อหมาแม่หมา พร้อมยัง ที่จะช่วยกู้โลก ลดโลกร้อน แถมอุดหนุนผู้ประกอบการไทย ?

    ลองไปส่อง ที่นี่เลย https://www.jaiklapet.com/products เหมือนบนเว็บจะได้ราคาดีกว่านะ

    ปล. นี่คือเพิ่งฝึกเขียนบทความ คิดๆว่าจะเขียนอะไรดี แล้วน้องโทนี่ก็คาบ JAIKLA มาให้อยู่นั้นแหละ

    บทความนี้อยากสนับสนุนผู้ประกอบการไทยล้วน ๆ ได้ความรู้เยอะเลย เกี่ยวกับ โปรตีนจากแมลง การลดโลกร้อน การกู้โลก ได้ยังไงบ้าง นึกไม่ถึงเหมือนกัน ว่าการเลี้ยงหมา จะพาเรามากู้โลกได้ด้วย

    ไปอุดหนุนกันเยอะ ๆ นะคะ


    Expert References:

    Amrou Awaysheh, Assistant Professor of Operations and Supply Chain Management, Executive Director, Indiana University Business Sustainability and Innovation Lab Kelley School of Business Indiana University

    Christine J. Picard, PhD, Associate Professor, Department of Biology, Indiana University-Purdue University Indianapolis

    Leah Bessa of the South African start-up Gourmet Grubb

  • EP 1 : GAMIFICATION จูงใจคนด้วยกลไกเกม เหตุผลที่เราทำในสิ่งที่เราไม่คิดจะทำ

    EP 1 : GAMIFICATION จูงใจคนด้วยกลไกเกม เหตุผลที่เราทำในสิ่งที่เราไม่คิดจะทำ

    ทำไมเราถึงทำในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ? สงสัยมั้ย เบื้องหลังก็คือ Gamification (เกมมิฟิเคชัน) นี่แหล่ะ แล้วเกมมิฟิเคชันคืออะไร ทำไมมันมีอิทธิพลจัง นั้นหน่ะสินะ ! อ่านต่อ

    “Gamification (เกมมิฟิเคชัน) จูงใจคนด้วยกลไลเกม” ถ้าใครยังไม่รู้จัก ก่อนหน้านี้เราก็ไม่รู้จัก 555 เพิ่งไปถอยหนังสือมา 2 เล่ม ของ คุณตรัง สุวรรณศิลป์ เกี่ยวกับกลยุทธการจูงใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมคน ซึ่งที่มาที่ไป ก็เอาความรู้มาปรับในกับงานที่ทำปัจจุบันนั้นแหล่ะ แต่วันนี้จะรีวิว เล่มแรกก่อน

    Gamification เป็นการจูงใจคนด้วยกลไกเกมในบริบทที่ “ไม่ใช่การเล่นเกม” แต่เป็นบริบท “การใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน เรียน เป็นต้น” มีการใช้ของรางวัล เหรียญตรา ให้ตัวเลือกต่าง ๆ เพื่อ motivate จูงใจให้เกิดพฤติกรรมบางอย่าง โดยที่คนนั้น ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยย ก็คือไม่รู้ตัวนั้นเอง แย๊บยลไหมล่ะ

    ป่าป๊าหรือบิดาแห่ง Gamification คือ Nick Pelling นักประดิษฐ์และผู้พัฒนาโปรแกรมชาวอังกฤษ ได้ใช้คำว่า “Gamification” ในการเรียนกลไกนี้ในปี 2002 ต่อมาในช่วง 2010 ได้มีการนำไปใช้ในวงการพัฒนาซอล์ฟแวร์คอมพิวเตอร์

    ในปี 2012 เริ่มมีการนำ Gamification มาใช้ในการปรับการศึกษาและปรับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย ในระดับภาครัฐ เมื่อ กระทรวงพลังงานสหรัฐใช้กลไกนี้ในการค้นคว้าเกี่ยวกับการลดการใช้พลังงาน

    ทุกวันนี้ Gamification ได้ถูกนำมาใช้กับภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย (Gamification for Business) ไม่ว่าจะเป็นการจูงใจลูกค้าในแง่การตลาด การสรรหาคน การศึกษา การปรับวัฒนธรรมองค์กร ฯ

    สำหรับการตลาด Gamification ถูกนำไปใช้มากที่สุด ในปี 2013 ผลสำรวจของ Forbes Global จาก 2000 บริษัท มากกว่า 70% วางแผนที่จะใช้ Gamification ในการดึงดูดและรักษาฐานลูกค้า

    ขอยกตัวอย่างเคสที่ใกล้ตัวและเห็นได้ชัดที่สุดเลยคือ TikTok จะสังเกตได้ว่ามี “กิจกรรมรับรางวัลเงินสด” เด้งขึ้นมาบ่อยมาก เพื่อให้เราชวนเพื่อนสมัครสมาชิก TikTok เพิ่ม และกิจกรรมไม่ได้มีแค่ขั้นเดียว ยังมีขั้นที่สูงขึ้นไปอีกให้เราเก็บรางวัลเงินสดที่มากขึ้น… โอ้โหหหห ไม่น่าหล่ะ

    ด้านศึกษาผ่านออนไล์อย่าง Coursera, Khan Academy หรือ Udemy มีการนำเกมมิฟิเคชันเข้ามาใช้ สร้างแรงจูงใจโดยมีการให้แต้มและให้เหรียญตราเมื่อผู้เรียนเรียนจบบทเรียน ซึ่งเป็นการแก้ความท้าทายในเรื่องไม่สามารถบังคับผู้เรียนให้สอบหรือส่งการบ้านตามกำหนดได้

    Cisco มีการใช้ Gamification ในการอบรมพนักงาน โดยพัฒนาการเรียนรู้ออกเป็น 3 ระดับโดยจะเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ มีการประเมินผล สร้างสถานการณ์เพื่อทดสอบ และความสนุกคือมีการให้เหรียญตรากับพนักงานเมื่อผ่านแบบทดสอบ

    Deloitte ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปรับปรุงระบบการอบรมออนไลน์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (Leadership Academy) ให้มีความเป็น Gamification มากขึ้น มีการให้แต้มและผลคะแนนเปรียบเทียบว่าใครนำหน้าอยู่ จากที่ผู้บริหารไม่มีเวลาเรียนและไม่อยากเรียน ผลตอบรับออกมาดีมาก เวลาการเข้าใช้เว็บอบรมต่อวันเพิ่มขึ้นถึง 46.6% อื้อหืออออ

    อ่านจบ รู้เลยว่าเรา “ถูกล้อมไว้แล้ว” ด้วยกลไก Gamification เอ๊ะหรือ ถูกหลอกล้อ กันแน่นะ

    แต่เทคนิคที่เป็นประโยชน์มากนะ เอาจริง คิดว่าสามารถนำไปใช้กับการ สอนลูก สอนหลาน สอนสุนัขได้ด้วยนะ ยังไงง 555+ ไม่ได้พูดเล่นนะ น่าคิด

    และถ้าใครสนใจอยากลองเอากลยุทธแบบนี้มาปรับใช้ดู ในหนังสือ “Gamification เกมมิฟิเคชัน จูงใจคนด้วยกลไลเกม” ยังมีการบอกเทคนิคและหลักคิดในการออกแบบ รวมถึงข้อควรระวัง ลองไปถอยมาอ่านกันนร้าาา

    ขอบคุณรูปfeature จาก https://unsplash.com/@robert_coelho