Tag: technology

  • EP6: Airtable vs ERP: ใช้อันไหนดี เลือกที่ตอบโจทย์ธุรกิจเรา

    EP6: Airtable vs ERP: ใช้อันไหนดี เลือกที่ตอบโจทย์ธุรกิจเรา

    อ่านประมาณ 5 นาที

    เรื่องมีอยู่ว่า…อาทิตย์ก่อนมีลูกค้าถามว่า “เค้าควรเลือก Airtable หรือ ERP ดี?” ตอนแรกเราคิดว่าจะตอบแบบสรุปง่ายๆไป แต่พอได้คุยไปคุยมาเกือบชั่วโมง ถึงรู้ว่าคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องของ “อันไหนดีกว่า” แต่เป็น “อันไหนแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด” มากกว่า

    1. ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร
    2. ความจริงเรื่องเวลาที่ฝั่งธุรกิจต้องคิด
    3. Airtable ตอบโจทย์ธุรกิจยังไง
    4. แล้วตอนไหนถึงจะเลือกใช้ ERP ?
    5. แล้วถ้าใช้ Airtable หล่ะ?
    6. แต่Airtable ก็มีข้อจำกัดนะ
    7. แล้วสรุปเอาไงดี
    8. สรุปในสรุปคือ…
    9. เกือบลืม เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ที่มีถามกัน…
    10. ใครใช้Airtableบ้าง?

    ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร

    หลายครั้งเวลามีใครมาถามเรื่องระบบ คำถามแรกที่เราจะถามก่อนเลยคือ “ปัญหาที่อยากให้แก้ด่วนๆตอนนี้คืออะไร?” ไม่ได้ถามว่า “บริษัทมีกี่คน” หรือ “มีงบเท่าไหร่”

    เคยเจอบริษัทขนาดกลางที่นึงมีพนักงาน 80 คน เขาบอกว่าอยากได้ ERP เพราะรู้สึกว่าบริษัทที่สเกลเดียวกันเค้ามีกัน แต่พอถามลึกๆ กลับพบว่าจริงๆแล้วปัญหาของเค้าคือ ทีมการตลาดกับทีมขายคุยกันไม่รู้เรื่อง ข้อมูลลูกค้าไม่ sync กัน แล้วบางโครงการก็หาย เพราะไปค้างในแชท

    ซึ่งจริงๆ พอรู้แบบนี้ ERP ก็เป็นทางออกที่ดีแหละ…

    แต่ธุรกิจจะเสียเวลาเป็นปีและเสียเงินมหาศาลเพื่อแก้ปัญหานี้ จริงหรอ เคสคล้ายๆ แบบนี้ ใช้ Airtable แก้ก็ได้ ถ้ายังไม่อยากมีทีมเดฟ เพราะAirtableใช้เวลาพัฒนาแค่ 1-2 สัปดาห์ ก็เสร็จแล้ว บวกสอนใช้อีก 1 วัน หรือถ้าใครมีทีมเดฟหรือน้องที่เก่งสาย automation หน่อยก็มีวิธีแก้ปัญหานี้ได้อีกหลายวิธีเลย

    ความจริงเรื่องเวลาที่ฝั่งธุรกิจต้องคิด

    หลักๆ ในบริษัทจะมีฝั่งธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่มีค่ากับเค้าคือ “เวลา” กับ “เงิน” ฝั่งนี้เลยมองหาโซลูชั่นที่อิมแพคได้เลย กดค่าเสียโอกาสลงให้น้อยที่สุด

    Airtable ถ้าเริ่มทีละจุด แต่ละจุดหลายเคสสามารถพัฒนาได้ในวันเดียว ถ้าทีมเก่งหน่อยอาจจะแค่ครึ่งวันก็ได้ใช้แล้ว เคยช่วยสตาร์ทอัพหนึ่งตั้งระบบ CRM ด้วย Airtable ตอนเช้าคุยกัน บ่ายก็ใช้งานได้แล้ว พนักงานขายเริ่มใส่ข้อมูลลูกค้าได้เลย ไม่ต้องรอ ดราฟโฟลว์งาน ไม่ต้องคุยกับทีมไอที 

    แต่ถ้าไปทาง ERP ก็จะต้องมีการวางแผนระยะยาว ส่วนใหญ่เฉลี่ยประมาณ 21 เดือน บางที่ใช้เวลา 3 ปี บางที่เริ่ม implement ERP ตั้งแต่ตอนยังเป็น startup เลย ทั้งที่กระบวนการยังปรับรายวัน แต่พอระบบเสร็จ ขั้นตอนการทำงานก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว จะปรับกระบวนการภายในก็ยาก เพราะติดที่ระบบที่พัฒนาไปแล้ว เสียเงินไปแล้ว

    ถ้าการจะเริ่มพัฒนาระบบเพื่อตอบโจทย์อะไรบางอย่าง แล้วใช้ Airtable ได้ บวกกับไม่กระทบแผนการทำระบบในระยะยาวอีก เราจะแนะนำทางที่ตรงไปแก้ business case ได้เลยทันทีมากกว่า เพราะหลายปีหลังมานี้ ความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก การเลือกอะไรที่ยืดหยุ่นปรับได้เลยทันที ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้เร็ว และธุรกิจก็ไม่อยากลงทุนกับอะไรที่ใช้เวลานาน พอมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยก็มีแต่ค่าใช้จ่าย จะถอนตัวออกมาก็ต้องคิดเยอะ

    เราเลยรวบรวมคำถามที่เราเจอบ่อยๆ มาตอบรวมๆ ไว้ตรงนี้นะคะ

    Airtable ตอบโจทย์ธุรกิจยังไง

    Airtable ถือว่าเป็นทางเลือกที่หลายคนคิดไม่ถึง เหมือนไข่มุกในมหาสมุทร เพราะน้อยคนจะรู้จักโปรแกรมนี้ ถ้าถามคนไอที เค้าก็อยากจะไปcoding เขียนโปรแกรมมาให้มากกว่า แต่ Airtable ใช้แก้ปัญหาให้ธุรกิจได้ทันทีในหลายเคส ไม่ต้องรอ ซึ่งถูกใจฝั่งบริหารหรือฝั่งbusinessมาก ที่ไม่อยากปวดหัวเพิ่มเกี่ยวกับดีเทลที่จะเริ่มไปทางเทคนิคอล เพราะจริงแล้วโฟกัสของเขาคือฝั่ง business

    อย่างแบบงานที่ใช้ excel ส่งไฟล์ไปมา ข้อมูลไม่ sync มีหลายไฟล์ ไม่รู้ใช้ไฟล์ไหน แต่ Airtable มาตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ทุกคนดูข้อมูลเดียวกัน อัพเดทเรียลไทม์

    หรืออีกเคสคือการติดตามความคืบหน้าโครงการ ต่างคนต่างใช้ไฟล์ออฟไลน์ แต่ถ้าใช้ Airtable มันเปลี่ยนเป็น Kanban ได้หรือจะดูแบบ gantt ก็ได้ 

    และถ้าต้องแชร์ข้อมูลบางส่วนกับลูกค้าหรือ supplier ปกติจะต้องดึงข้อมูลจาก ERP มาก่อนแล้วทำพรีเซ็นหรือไฟล์ใหม่แชร์ แต่ Airtable สร้างลิงค์แชร์เองได้เลย กำหนดสิทธิ์ได้ตามต้องการ

    ที่สำคัญคือ Airtable ยืดหยุ่น ต้องการปรับกลยุทธธุรกิจ เปลี่ยน workflow ปรับกระบวนการ ลดขั้นตอน เปลี่ยนได้ไวกว่า ความคล่องตัวสูง ลดขั้นตอนไขมันอุ้ยอ้ายตอนปรับระบบออกไปได้เยอะ ไม่ว่าจะประชุมหลายๆรอบกับทีมระบบเอย เขียนโค้ดใหม่เอย ฯ

    แล้วตอนไหนถึงจะเลือกใช้ ERP ?

    ต้องยอมรับว่า Airtable ไม่ใช่ยารักษาทุกโรคค่ะ

    ถ้าธุรกิจมีกระบวนการเรื่องการเงินการบัญชีที่ซับซ้อน ต้องการรายงานทางการเงินและบัญชีที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ต้องมีการใช้เอกสารที่ต้องยื่นกับหน่วยงานทางการต่างๆ ได้ หรือต้องปฏิบัติตามกฎหมายเข้มงวด ERP คือคำตอบ

    คือ ถ้าอยากใช้ Airtable ในการจัดการการผลิต สุดท้ายมันจะไม่ไหว เพราะมีกระบวนการที่ต้องการ real-time inventory tracking เป็นวินาทีต่อวินาที การคำนวณ capacity constraint ที่ซับซ้อน และการจัดการ supply chain หลายชั้น งานซับซ้อนหลายเลเยอร์แบบนี้ ERP ที่เก่งแนวนี้จะเหมาะกว่า เพราะ Airtable ทำได้บางส่วนที่ไม่ซับซ้อน

    หรือบริษัทการเงินที่ต้องการ audit trail ที่เข้มงวด การจัดการความเสี่ยง การรายงานตามข้อกำหนดของธนาคารกลาง เรื่องพวกนี้ Airtable ไม่ตอบโจทย์

    แล้วถ้าใช้ Airtable หล่ะ?

    มีบริษัทที่ปรึกษาที่นึงถนัดใช้ excel อย่างเดียว เอามาจัดการโครงการลูกค้า 30 โครงการ แต่ติดปัญหาข้อมูลอยู่หลายที่ ใช้เวลารวมไฟล์เยอะ แถมรายงานผิดบ่อย ลูกค้าบ่น จนเริ่มคิดว่าต้องมีระบบอะไรซักอย่างมาช่วย เลยเริ่มใช้ Airtable เอามาเชื่อมโยงข้อมูลโครงการ ทีมงาน งบประมาณ timeline ไว้ในที่เดียว สร้างรายงานออโต้ ลูกค้าดูความคืบหน้าเรียลไทม์ได้เอง

    ก็คือลดเวลาทำรายงานลงไป 80% ลูกค้าไม่ค่อยบ่นแล้วเพราะไปมอนิเตอร์รายงานได้เอง ทีมงานเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมีเวลาไปหาลูกค้าใหม่แทนที่จะนั่งทำรายงาน

    อีกที่หนึ่งเป็น e-commerce ขายของออนไลน์ ใช้ Airtable จัดการสินค้า คลังสินค้า ออร์เดอร์ ลูกค้า เชื่อมต่อกับ Shopify และ Facebook Ads เป็นระบบเดียวกัน ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็ว รู้ทันทีว่าสินค้าไหนขายดี ไหนไม่ดี

    แต่Airtable ก็มีข้อจำกัดนะ

    Airtable ไม่ได้เหมาะกับทุกเคสค่ะ เช่น ถ้าในอนาคตข้อมูลมีแนวโน้มจะเยอะเกิน 50,000 records การใช้งานโปรแกรมจะเริ่มช้า แต่ก็มีทางออกอยู่แหละ และถ้าระบบมีการคำนวณที่ซับซ้อนมาก การพัฒนาระบบต่อจะเริ่มยากละจนถึงทำไม่ได้ แล้วก็ถ้าอยากได้รายงานทางการเงินแบบหลายมิติ จะต้องเชื่อมส่งข้อมูลต่อให้อีกโปรแกรมเพื่อขึ้นแดชบอร์ด

    แต่ส่วนใหญ่ถ้าสเกลพนักงานไม่ได้เยอะมาก ไม่เกิน 100 คน ก็จะไม่ติดข้อจำกัดเหล่านี้เท่าไหร่

    แล้วสรุปเอาไงดี

    จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเลือกอันเดียวนะ หลายบริษัทใช้ทั้งคู่ ใช้ ERP จัดการการเงินบัญชีที่ต้องการมาตรฐานที่เข้มงวด ใช้ Airtable จัดการโครงการและงานแผนก

    เริ่มจาก Airtable ก่อนก็ได้ พอธุรกิจโตแล้วค่อยปรับมาใช้ ERP ทีหลัง วิธีนี้ลดความเสี่ยง ได้ผลเร็ว และไม่ต้องลงทุนใหญ่ตั้งแต่แรก — ซึ่งเจอบริษัทที่มาแนวนี้เยอะมาก คืออยากทำระบบให้ดิจิตัล และมีระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถ optimize พัฒนาปรับได้ตลอด เพื่อหาสไตล์การทำงานของบริษัทตัวเอง พอแน่ใจกระบวนการทำงานระดับนึงแล้วก็ค่อย ๆ หา ERP ที่เหมาะกับองค์กร

    ถ้าจะเริ่มพัฒนาระบบด้วย Airtable แล้วละก็..สิ่งสำคัญคือต้องวางแผนการเชื่อมต่อระหว่างระบบให้ดี อย่าให้กลายเป็น data silos ที่แยกกัน  ถ้านึกไม่ออกก็คล้าย ๆ คอนเซ็บ vlookup ใน excel ที่ต้องมีข้อมูลซัก 1 แถว ใช้เชื่อมข้อมูลหลายแหล่งไว้ด้วยกัน — เพราะนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Airtable สามารถทำเป็นระบบที่ตอบโจทย์ทั้งองค์กรได้

    สรุปในสรุปคือ…

    ถ้ามีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้วันนี้ ทีมไม่ใหญ่มาก งบประมาณจำกัด และต้องการความยืดหยุ่น เลือก Airtable 

    แต่ถ้ามีเวลา มีงบประมาณ มีทีม IT พร้อม และต้องการระบบที่ครอบคลุมทุกด้าน ERP ก็เป็นทางเลือกที่ดี

    หรือถ้ามี ERP อยู่แล้ว อยากหาระบบเพิ่ม เพราะ ERP เดิมไม่ตอบโจทย์ในบางจุด ก็ลองศึกษา Airtable ก่อนก็ได้ว่าสามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้ไหม

    อย่าลืมว่าระบบที่ดีที่สุดคือระบบที่ทีมใช้ได้จริง แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ระบบที่ดูดีที่สุดค่ะ

    เกือบลืม เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ที่มีถามกัน…

    สมมติ ถ้าบริษัทมี 50 คน ใช้ Airtable ทุกคน ค่าใช้จ่ายจะตกปีละ ประมาณ 9 แสน เทียบกับ ERP ที่ราคาสูงกว่า Airtable ประมาณ 5-10 เท่า

    หรือถ้า บริษ้ทไม่ใหญ่มาก ประมาณ  1-100 คน ระบบไม่ซับซ้อนมาก ก็อยู่ที่ประมาณปีละหมื่น หรือหลักแสนเท่านั้นเอง

    แต่ถ้าอยากลองเทสก่อน ก็มี version free ให้ลองไม่จำกัดเวลา

    ใครใช้Airtableบ้าง?


    Tesla ใช้ Airtable ติดตามสต็อกรถยนต์ทั้งหมดที่ออกจากโรงงาน เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการการผลิตที่ซับซ้อน


    Netflix ใช้ Airtable จัดการการผลิตเนื้อหาและประสานงานระหว่างทีม


    Shopify แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่หลายคนใช้ ใช้ Airtable ในการจัดการโครงการภายใน


    WeWork ใช้ Airtable ติดตามและจัดการอสังหาริมทรัพย์หลายร้อยแห่งทั่วโลก


    BuzzFeed เว็บไซต์ข่าวและบันเทิงดัง ใช้ Airtable วางแผนและจัดการเนื้อหา


    JetBlue Airways สายการบินอเมริกัน ใช้ Airtable จัดการการดำเนินงานและโครงการต่างๆ
    .

    ถ้าใครสนใจเกี่ยวกับระบบ Airtable แล้วมีแผนจะทำระบบภายในบริษัทติดต่อมาได้นะคะ

  • EP4 : ทำงานและสนุกไปพร้อมกันด้วย GAMIFICATION หลักคิดในการจูงใจคนด้วยกลไกเกม

    EP4 : ทำงานและสนุกไปพร้อมกันด้วย GAMIFICATION หลักคิดในการจูงใจคนด้วยกลไกเกม

    รีวิว Gamification 2 Goal-Gap-Gamify เขียนโดยคุณตรัง สุวรรณศิลป์

    ขอเริ่มด้วยประโยคที่ว่า “เราสามารถทำงานและสนุกไปพร้อมกันได้” หยิบจากบทส่งท้ายของหนังสือ

    รีวิวเล่มนี้ ให้ผู้อ่านได้เข้าใจไอเดียและหลักการที่จะนำไปปรับใช้กับการทำงานได้ด้วย

    ใครอยากข้ามเรื่องราวอันน่าเอ็นดูของแอด ข้ามไป ตอนท้าย ๆ เลยนะจย๊าา

    ขอ tie-in CTA นิดนุง ใครเห็นโพสนี้ฝาก กด นิ้วโป้งให้หน่อย ส่วนใครได้อ่านกดฝาก หัวใจ ให้หน่อย น่ารักที่สุด

    เราสามารถทำงานและสนุกไปพร้อมกันได้

    ตรัง สุวรรณศิลป์

    ส่วนตัวเห็นด้วยมากกับประโยคนี้ แอดเอ็นจอยกับการทำงานมากเมื่อมัน “สนุก” และจะเซ็งมากกับอะไรที่เป็น “unnecessary serious และ unnecessary aggressive” ที่ไม่จูงใจให้เกิดพฤติกรรมการทำงานแถมยัง บั่นทอนและฉุดรั้งเราไปอีก

    แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวจะโหดร้ายยังไง ส่วนใหญ่เราควบคุมไม่ได้ งั้นเรามาโฟกัสกับสิ่งที่เราพอควบคุมได้กันดีกว่า

    ปี 2024 แอดได้รับหน้าที่ในการสร้าง digital tool จุดประสงค์เพื่อให้ทั้งองค์กรทำงานอย่างมีกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐานและตอบโจทย์ สิ่งที่แอดต้องทำให้สำเร็จด้วยคือการทำให้ “ข้อมูล” สามารถนำมาวิเคราะห์ได้

    แล้วเราจะทำให้ข้อมูลถูกต้องยังไงหล่ะ เริ่มไงก่อนดี

    ต้นปีมันผสมปนเปมะรุมมะตุ้มกันไปหมดระหว่าง data management & digital transformation แอดเปิดตำราหลายเล่มมาแต่ก็ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

    มีแวะไปเรียน data governance กับ Coraline ของ ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ มาด้วย (เดวมารีวิวให้อ่าน) เอาหล่ะทีนี้ พอบวก data governance เข้าไปอีก 3 เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่อธิบายให้กับบริษัทฯ ที่แอดทำงานให้อยู่ยากมาก 555+ ได้แต่บอกกับตัวเองว่า อยากเท จุงเลย เทในใจไปก่อน

    นั้นแหละ ก็ผสมปนเปกันไป สุดท้ายหนีไม่ได้คือ digital transformation ก็ประกอบไปด้วย ‘People | Process | Technology’ (PPT) ลำดับการเรียงมันก็มีนัยยะ สำคัญนะ ทำไมเอา People ขึ้นก่อน นั้นก็เพราะว่า RIGHT People คือ game changer ไงหล่ะ สำคัญสุด (ตอนนี้ที่เค้าว่ากันว่า AI + tech จะมาแทนคนได้ แอดไม่เห็นด้วยนะ)

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในเรื่องราวของแอดคือ เราเริ่มต้นด้วย technology ก่อนเลยจ้า ตามมาด้วย process เริ่มจาก สำคัญน้อยสุดมา สำคัญมากสุด ที่นี้สิ่งที่เกิดขึ้นคืออออ People ผู้น่ารักของเรา งง สิจ๊ะ People งง process + People งง technology = บันเทิงงงงงง สวัสดี บาบริก๊า ฮาราจุกุ มายองเน้สสส >_<

    มี Process & Technology ที่ People ไม่เข้าใจ ก็เหมือนมี รถยนต์คันนึง ที่ไม่มีคนเข้าใจกลไก ขับไงว่ะ

    – แอดคิดเอง 55+

    แต่แอดเดาว่า เกิดขึ้นกับหลายองค์กรแหล่ะ ทำไงได้ ก็ที่ปรับเปลี่ยนยากสุด ก็คือ People หลายองค์กรเลยหันมา พุ่งที่ process และ technology แทน ซึ่งเอาจริง วิธีนี้ ส่วนตัวแอดคิดว่า เริ่มไม่ตรงจุด… แต่ช่างเถอะ มีเคสเราต้องแก้ ปัญหามีไว้ พุ่งชน

    เข้าเรื่อง ตอนนี้แอดมีความหวังกับ Gamification มากเลย ผู้ใหญ่ที่แอดเคารพสูงสุดทำให้แอดได้รู้จักกับหนังสือเล่มนี้ ซึ่งยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกว่า ใช่เลย Gamification ช่วยให้การทำงานสนุกขึ้นได้ ช่วยให้ People ผู้น่ารักของเรา มีความสุขกับการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ว่า “เราจะขับเคลื่อนด้วย technology ที่มี people & process เป็นกลไก จับพวงมาลัยคุมทิศทางอยู่”

    โจทย์ตอนนี้ของแอดคือ “เราจะคิดว่า People ไม่มี digital literacy ไม่ได้ มันแก้ยาก เราต้องคิดว่า ทำยังไงให้ People มี digital & data literacy มากขึ้น” แอดบอกเลยแอดรู้สึกว่ามัน ย๊ากกกก ก ไก่ ล้านตัว — มันคือการเปลี่ยน “ความชอบ ความคิด” ของคน ไม่ใช่แค่ 1-2 คนนะ เป็น สิบ ๆ คน แอดขอลาก่อยยย

    ทางเลือกคือ

    1. แอดไปเป็นคุณครูสายเนิร์ด ไปสอนเด็ก ๆ และเด็ก ๆ มองบน เหน่ยเบื่อ “แค่พวกเราหายใจวันๆ ก็เหนื่อยแล้วคับพรี่โน๊ต”
    2. จูงใจให้สนุก สร้าง unnecessary challenge หรือ อุปสรรคที่ไม่จำเป็น (ในสายตาเค้า) แต่เพื่อน ๆ รู้สึกสนุกที่จะมาเล่นด้วยกัน สร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน

    แอดเลือกอย่าง ที่ 2 แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้รับการอนุมัติไหมนะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ

    เข้าเรื่องยัง แอดด ?? มาม๊ะ เข้าเรื่องจริงละ หลังจาก พร้ำ ความในใจ ร้อยล้านค่ำ

    Gamification Goal-Gap-Gamify เป็นหนังสืออธิบายการจูงใจคนด้วยคนไกเกม ที่ลงดีเทลและวิธีการลึกไปอีก ต่อจากเล่มแรก (อ่านรีวิวเล่มแรกได้จากลิงค์ด้านล่าง)

    ในระหว่างที่แอดอ่านเล่มนี้ สมองก็แล่นด้วยความแรงรถไฟความเร็วสูง ไม่แนะนำให้อ่าน ก่อนนอน แอดอ่านแล้วนอนไม่หลับเลย สมองแล่น

    Gamification คืออะไร

    • Gamification คือ การจูงใจให้ทำกิจกรรมที่เคยน่าเบื่อ ให้คนรู้สึกสนุกและเต็มใจทำ
    • Gamification คือ การใช้กลไกเกมและการออกแบบเกมในบริบทที่ไม่ใช่เกม
    • Gamification คือ การสร้างแรงจูงใจ สร้างความผูกพัน ให้ผู้เล่นสนุก

    การเล่นเกม คือความสมัครใจที่จะพยายามเอาชนะอุปสรรคที่ไม่จำเป็น

    – เบอร์นาร์ด ซุตส์ อาจารย์วิชาปรัชญาชาวอเมริกัน กล่าวไว้

    ตัวอย่างเคสที่นำ Gamification ไปใช้ได้

    • การตลาด: เรียกลูกค้าด้วยการสะสมแต้ม, สแกนQRแลกส่วนลด
    • การศึกษา: จำนวนนักเรียนด้วยการเรียนออนไลน์เก็บเหรียญ เก็บcertificate — insight น่าสนใจคือ 67% มีแรงจูงใจในการเรียนมากกว่าการเรียนแบบเดิม
    • ด้านสุขภาพ: จูงใจให้ออกกำลังกายมากขึ้นด้วย app สะสมแต้ม และเข้าร่วมภารกิจต่าง ๆ เช่น global challenge ใน app smart watch
    • ด้านการทำงาน: จูงใจให้ทำเป้า KPI OKR ให้สำเร็จ ด้วยรางวัลหรือความภาคภูมิใจ เช่น กิจกรรมลดค่าใช้จ่าย การเทรนนิ่ง ส่งเสริมให้ทำงานเป็นทีม — insight น่าสนใจคือ 88% ของพนักงานรู้สึกว่าที่ทำงานสนุกมากขึ้น

    ประเภทของแรงจูงใจ มี 2 แบบ

    • แรงจูงใจภายนอก เช่น ทำงานแล้วได้เงินเดือน ได้โบนัส ได้ของรางวัล

    หนูไม่ยอมเสียเงินเติมเกม แต่หนูยอมเสียเวลาดูโฆษณาจนจบเพื่อได้ของรางวัลพิเศษนะ

    • แรงจูงใจภายใน คืออะไรที่ทำแล้วเรารู้สึก “ภูมิใจ” แม้จะต้องสละอะไรบางอย่างก็ตาม เช่น การได้ทำอะไรเองกำหนดเอง(การไม่ถูกบังคับ) การได้พัฒนาตัวเอง การได้ช่วยเหลือเพื่อน การได้รับการยอมรับ ฯ

    เรายอมลำบากทำงานที่แท่นขุดหลุมน้ำมัน เพื่อทำให้ประเทศมีก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ช่างน่าภูมิใจยิ่งนักกก

    แรงจูงใจกับการลงโทษ

    Gamification ไม่เน้นการลงโทษ “เกมไม่ใช่การลงโทษ แต่เกมคือการให้รางวัลและความสุข – เกบ ซิกเคอร์มันน์”

    ต้องระมัดระวังอย่างมากเพราะแทนที่กลไลนี้จะทำให้จูงใจ อาจทำให้ผู้เล่นเลิกเล่นไปเลยก็ได้

    Games are not about punishment, Games are about reward and pleasure – Gabe Zichermann

    แต่สามารถลงโทษเมื่อผู้เล่นทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ร้ายแรงได้ เช่น ลงโทษด้วยการใส่อุปสรรคเพิ่ม ลงโทษด้วยการนำบางสิ่งบางอย่าง “ออก” ไปจากผู้เล่น

    ที่นี้ เราจะนำ Gamification มาปรับใช้อย่างไร คุณตรังได้ เรียบเรียง ออกมาเป็น 3 สเตปที่เข้าใจง่ายมากเลย

    • STEP 1: Goal จุดประสงค์ของพฤติกรรมที่เราอยากให้เกิดขึ้นคืออะไร “การมีส่วนร่วม” “การเรียนรู้พัฒนา” “การดึงดูดผู้ใช้ใหม่” หรือ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” จากนั้น ระบุ KPI หรือ OKR ระบุผู้เล่น ทำความเข้าใจประสบการณ์ของเขา และสุดท้ายระบุ “พฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น” เช่น โทรทักทายลูกค้าเก่าวันละ 10 สาย เป็นต้น
    • STEP 2: Gap ระบุสาเหตุว่า “ทำไมเขาถึงไม่ทำพฤติกรรมนั้น” อะไรเป็นอุปสรรค อาจจะเป็น ไม่เห็นประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องของเค้า ทำแล้วไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ไม่รู้ว่าต้องทำ งานยุ่ง เครื่องมือใช้ยาก ไม่เก๊ตไม่เข้าใจ สับสน ฯ
    • STEP 3: Gamify เลือกกลไกเกมมิฟิเคชัน มาเพื่อจูงใจให้เหมาะสม

    หลักจิตวิทยาในการจูงใจ ที่พบบ่อยครั้ง ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้
    • อย่างแรก “ความรู้สึกขาดแคลน” เช่น ของรางวัลน้อยต้องรีบแล้ว เวลาอันจำกัดกลัวจะทำไม่ทัน ฯ

    • อย่างที่สอง “ความกลัวการสูญเสีย” เช่น กลัวจะหลุดจากการเป็นVIP กลัวสูญเสียสิ่งที่ทำมาทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่
    • อย่างที่สาม “ความรู้สึกค้างคา” อันนี้ แอดเป็นบ่อยมาก เห็นแล้วหงุดหงิด เช่น ทำอะไรบางอย่างไม่เสร็จต้องไปทำให้เสร็จ การเห็นปุ่มแดงๆ บนแอพแล้วอยากเข้าไปเคลียร์

    เล่มนี้ถือได้ว่า คุณตรัง เรียบเรียงมาค่อนข้างดีมาก ๆ ทีเดียว เพราะรายละเอียดปลีกย่อยแน่นมาก ในแต่ละบท จะมีสรุปทิ้งท้ายทบทวนให้เข้าใจง่ายก่อนเข้าสู่บทถัดไป

    ถือว่า อ่านแล้ว ไม่งงเลย สำหรับเรื่อง Gamification ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย

    จากที่เราทำความเข้าใจมาแล้วว่า Gamification คืออะไรปรับใช้ได้ยังไงบ้าง และจะเริ่มด้วยอะไรก่อน ตอนนี้มาถึง กลไก Gamify ที่เราจะต้องเลือกมาปรับใช้กับจุดประสงค์ของเรา

    ในเล่มคุณตรัง เขียนเอาไว้ทั้งหมด 54.5 กลไก ซึ่งแอด ขอยก 6 กลไก ที่รู้สึกว่าสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม และที่สำคัญต้อง “สนุก” ด้วย 😀

    • กลไกภารกิจ (Mission/ Quest/ Challenge) แอดว่าอันนี้เอาไปปรับใช้ได้กับ จุดเป้าหมายใหญ่ ๆ ที่ต้องการความสำเร็จจากการทำเป้าหมายเล็ก ๆ ด้วย ยกตัวอย่าง ‘Mission’ คือการกลับมามีกำไร ‘Quest’ คือ การประหยัดค่าเดินทาง การปิดการขายได้ให้อย่างน้อย x ลบ. ต่อเดือน และ ‘Challenge’ อาจจะเป็นการทำให้ “เกิน” เป้าหมายที่ตั้งไว้
    • กลไกแข่งขัน (Competition) อันนี้สามารถแข่งขันได้ทั้งแบบทีมและแบบเดี่ยว ให้ผู้เล่นได้แสดงความสามารถฝึกฝนทักษะ ยกตัวอย่าง อาจจะให้คนในทีมเดียวกัน แข่งขันกรอกข้อมูลให้ถูกต้อง ใครกรอกถูกที่สุดคนนั้นก็ชนะไป เป็นต้น ซึ่งหากผู้เล่นเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันก็อาจจะเฉยๆ ก็ได้
    • กลไกตั้งทีม (Teams/ Guilds/ Clans) กลไกนี้ทำให้ผู้เล่นได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ร่วมกันทำภารกิจ มีหัวหน้าทีม มีการแบ่งงานกันทำ สำหรับคนที่ไม่ชอบการแข่งขันแต่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ก็ช่วยให้คนประเภทนี้เต็มใจและสนุกในการทำกิจกรรมได้มากขึ้น
    • กลไกอวทาร์ (Avatar) เคยมั้ยเราไม่ได้อยากเล่นเกมหรอก เราสนุกกับการตกแต่งตัวละคร เลือกสีผิว เสื้อผ้า ทรงผมได้เป็นชั่วโมง ๆ แม้จะดูไม่มีสาระ แต่สามารถสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรู้สึกการมีอำนาจควบคุมได้ด้วย ทำให้ผู้เล่นมีความสนุกผูกพันกับระบบ gamification
    • กลไกแต้ม (Points) เป็นการให้ฟิดแบกที่จับต้องได้รูปแบบ “แต้ม” บอกกับผู้เล่นว่าพฤติกรรมที่ทำดีมากน้องเพียงใด ดีมากก็ให้แต้มมาก ดีน้อยก็ให้แต้มตามความเหมาะสม ข้อควรระวังของกลไกนี้คือ “อย่าหักแต้ม” เพราะสิ่งที่เรากำลังจูงใจให้เขาทำนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเขาอยู่แล้ว หากหักแต้มเป็นผลให้ความจูงใจลดลง และผู้เล่นก็จะเครียดกว่าเดิมด้วย
    • กลไกที่ใส่ความคาดเดาไม่ได้และความอยากรู้อยากเห็น (Surprise and Curiosity) กิจกรรมที่คาดเดาได้ทำไประยะหนึ่งจะทำให้ผู้เล่นเบื่อได้ การใส่สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ลงไปบ้าง จะช่วยเพิ่มความสนุก ความตื่นเต้นเพิ่มระดับของแรงจูงใจให้ยั่งยืนมากขึ้น เช่น กล่องสุ้มลุ่นของรางวัล ความสนุกคือได้ลุ้น เย่

    เป็นยังไงบ้าง อ่านแล้วสนุกมั้ย นี่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แอดอ่านไปก็ พอจะประติดประต่อ กลไก กับการทำงานในจุดต่าง ๆ ได้

    ยังมีอีกหลายกลไกที่คิดว่านำมาปรับใช้ได้ และหลายคนอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น เหรียญตรา, ตารางอันดับ, ความสำเร็จต่อเนื่อง (Streak), ภารกิจประจำวัน ประจำสัปดาห์, การสำรวจ, การแสดงความยินดี, การให้ของขวัญ, กระดานความประพฤติ, แถบความคืบหน้า ฯ

    เอาเป็นว่า กลไก เยอะมาก ๆ แอดเชียร์ให้ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แสดงว่ามีความสนใจจริง ๆ ให้ไปซื้อหามาอ่านดู

    ส่วนแอดเองก็คือว่า งานเข้าเลยหล่ะ เอากลไกไปคิดต่อว่าจะปรับใช้อย่างไร ขอบคุณ คุณตรัง ที่ถ่ายทอดความรู้ดีๆ ส่งต่อมา

    ชี้เป้า หนังสือ https://salt.co.th/product/gamifcation-series/

    ใครอ่านถึงตรงนี้ อยากขอคอมเม้นหน่อย มีประโยชน์มั้ย เขียน งงมั้ย บอกได้น้า